แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ระบำ รำ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ระบำ รำ แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2568

ประวัติ ผศ.สมภพ เพ็ญจันทร์



ประวัติ ผศ.สมภพ เพ็ญจันทร์ (อายุ ๖๖ ปี)



ประวัติการเรียนด้านนาฏศิลป์

-พ่อของครูสมภพ  เพ็ญจันทร์ ชื่อ พ่อน้อยเป็ง  เพ็ญจันทร์ (น้อย คือ คนที่บวชเณรมาแล้ว) อายุ ๘๔ ปี (เสียชีวิต) พ่อเป็นลิเกเก่า เล่นลิเกมาตั้งแต่วัยรุ่น จนอายุประมาณ ๓๐ ปีก็เลิก พ่อสามารถฟ้อนดาบ และเป่าขลุ่ยเมือง (ขลุ่ยล้านนา) ได้   



แม่ครูสมภพชื่อแม่แก้วพา  เพ็ญจันทร์ ชอบฟังเพลงซอ จนสามารถจ๊อยและขับซอได้ (เพลงซอเป็นเพลงพื้นบ้านล้านนา เหมือนกับเพลงฉ่อย อีแซว ลำตัด ซึ่งเป็นเพลงพื้นบ้านภาคกลาง หมอลำ เพลงโคราช เป็นเพลงพื้นบ้านภาคอีสาน เพลงบอก โนรา เป็นเพลงพื้นบ้านภาคใต้) ครูสมภพ  เพ็ญจันทร์ จึงเรียกได้ว่ามีเลือดศิลปินเต็มตัว




-ครูสมภพเริ่มเรียนนาฏศิลป์ตอนอายุ ๑๓ ปี ในระดับนาฏศิลป์ชั้นต้นปีที่ ๔ (ชั้น ม.๑ ในปัจจุบัน) ณ โรงเรียนนาฏศิลปเชียงใหม่ เมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๖ (ปัจจุบันคือวิทยาลัยนาฏศิลปเชียงใหม่) ก่อนหน้านั้นเมื่อเรียนชั้น ป.๑ – ป.๗  ก็มีประสบการณ์การแสดงบนเวทีบ้างเล็กน้อย (ที่จำได้คือ ฟ้อนน้อยไจยา ตอนอยู่ชั้น ป.๓ – ป.๔)  เมื่อเข้าเรียนนาฏศิลป์ ได้รับคัดเลือกให้เรียนเป็นตัวลิง โดยเรียนกับครูปรีชา  งามระเบียบ และครูสุวิทย์  เริ่มรุจน์ 




    ต่อมาพอถึงชั้นกลางปีที่ ๒ (ม.๕ ในปัจจุบัน) ครูชิน  ศรีปู่ ครูโขนยักษ์ ให้ย้ายมาเรียนเป็นตัวยักษ์ (เพราะจะฝึกให้ออกแสดงรำซัดชาตรี) โดยเรียนโขนยักษ์กับครูปรีชา  ศิลปสมบัติ และครูดิษฐ์  โพธิยารมย์  พอถึงชั้นสูง ๑ สูง ๒ (ปวส.) ได้เรียนเพิ่มเติมกับคุณครูหยัด ช้างทอง โดยเฉพาะเรียนรำฉุยฉายทศกัณฐ์ลงสวน และชูกล่องดวงใจ 



ครั้นเมื่อเข้าทำงานเป็นครูที่วิทยาลัยนาฏศิลปสุโขทัย  ครูโขนพระไม่มี จึงได้เป็นครูสอนโขนพระ ประมาณ ๑ ปี โดยเรียนโขนพระเพิ่มเติมจากครูสมบัติ  แก้วสุจริต

          -ด้านการตีกลองสะบัดชัยและฟ้อนดาบรูปแบบพ่อครูคำ กาไวย์ ศิลปินแห่งชาติ ได้เรียนจากพ่อครูคำ กาไวย์ เมื่อเรียนอยู่ชั้นต้นปีที่ ๓ (ม.๓) อายุ ๑๖ ปี (ปี พ.ศ.๒๕๑๘) ณ โรงเรียนนาฏศิลปเชียงใหม่ และเรียนรู้เพิ่มเติมอย่างละเอียดและจริงจังช่วงช่วยพ่อครูคำ กาไวย์สอนกลองสะบัดชัยที่วิทยาลัยนาฏศิลปเชียงใหม่ ช่วงปี พ.ศ.๒๕๕๒ (ปีที่ย้ายจาก วนศ.สุโขทัย มาทำงาน วนศ.เชียงใหม่) จนพ่อครูคำ ถึงแก่กรรม เมื่อปี พ.ศ.๒๕๕๗

          -ด้านการตีกลองไชยมงคลและฟ้อนดาบรูปแบบพ่อครูมานพ ยารณะ ศิลปินแห่งชาติ ได้เรียนจากพ่อครูมานพ ยารณะ ในช่วงช่วยพ่อครูมานพสอนที่วิทยาลัยนาฏศิลปเชียงใหม่ โดยเริ่มเรียนตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๒ (ปีที่ย้ายจาก วนศ.สุโขทัย มาทำงาน วนศ.เชียงใหม่) จนพ่อครูมานพ ถึงแก่กรรม เมื่อปี พ.ศ.๒๕๕๘

-ด้านกลองปู่จา เรียนรู้จากครูจันทร์  แก้วจิโน รุ่นพี่วิทยาลัยนาฏศิลปเชียงใหม่ รุ่นที่ ๑ เรียนเมื่อประมาณปี พ.ศ.๒๕๕๗ ตอนสอนที่วิทยาลัยนาฏศิลปเชียงใหม่ (ย้ายมา วนศ.เชียงใหม่ เมื่อปี ๒๕๕๒)

          -ด้านการฟ้อนดาบรูปแบบพ่อครูเป็ง ก้อนเพรี้ยง ครูภูมิปัญญาชาวบ้าน อ.สันป่าตอง โดยได้เรียนกับพ่อครูเป็ง ก้อนเพรี้ยง ที่วัดพนัง ต.ทุ่งต้อม อ.สันป่าตองเชียงใหม่ เมื่อปี พ.ศ.๒๕๖๕

-ด้านศิลปะการแสดงละคร ได้เรียนรู้กับคุณครูปรานี  สำราญวงศ์ และคุณครูพนิดา  สิทธิวรรณ  โดยมีพื้นฐาน วรรณคดีการละครจากคุณครูประนอม  ทองสมบุญ ผู้อำนวยการโรงเรียนนาฏศิลปเชียงใหม่ในขณะนั้น




-ด้านศิลปะการแสดงละครสมัยใหม่ ได้เรียนรู้จากคุณฮิเดกิ  โนดะ ผู้กำกับการแสดงชื่อดังของญี่ปุ่น  โดยได้รับโอกาสให้เข้าร่วมแสดงละคร เรื่อง ยักษ์ตัวแดง  ณ ประเทศญี่ปุ่นและประเทศไทย  ในช่วงปี พ.ศ.๒๕๔๐-๒๕๔๒ โดยแสดง ๓ ครั้ง การแสดงแต่ละครั้งใช้เวลาประมาณ ๓ เดือน

-ด้านปี่พาทย์ (ฆ้องวง) เรียนกับครูสว่าง ตอนเรียนชั้น กลาง ๑-กลาง ๓ (ม.๔-๖)

-ด้านการขับร้องเพลงไทย เรียนกับครูวัฒนา  โกศินานนท์  ชั้นสูง ๑ (ปวส.๑)

-ด้านเครื่องสาย (ซอด้วง) เรียนกับครูแดงมณฑา ชั้นสูง ๑ (ปวส.๑)

-ด้านการแสดงลิเก ได้รับการฝึกฝนจากพ่อน้อยแสน พ่อครูลิเกคณะสันคะยอม ๓ (นิทัศน์ศิลป์) ต.มะขามหลวง อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ จนสามารถเล่นลิเกเป็นอาชีพได้ ระหว่างเรียนนาฏศิลป์ ประมาณชั้นกลาง ๑ – สูง ๒ เคยร่วมแสดงกับลิเกคณะ ส.สันคะยอม ๒ ประมาณ ๑-๒ ครั้ง แต่ถูกหัวหน้าคณะสันคะยอม ๓ (นิทัศน์ศิลป์) ห้ามไปร่วมแสดงอีก (อาจเป็นเพราะเป็นคู่แข่งกัน) พอสอบบรรจุเป็นครูที่นาฏศิลปสุโขทัยได้ เมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๔ ก็เลิกแสดงลิเก

ผลงานด้านการแสดง

๑. เป็นนักแสดงระบำ รำ ฟ้อนต่างๆ เช่น รำซัดชาตรี  รำเถิดเทิง รำวงมาตรฐาน ระบำไกรลาสสำเริง    รำกราวชัย รำโนห์รา เซิ้งสวิง  เซิ้งสัมพันธ์  เซิ้งโปงลาง ฟ้อนน้อยไจยา ฟ้อนแพน  ฟ้อนดาบ กลองสะบัดชัย เพลงเต้นกำรำเคียว เพลงฉ่อย เพลงเรือ เพลงลำตัด  ฯลฯ

๒. การแสดงโขน

-แสดงเป็นตัวยักษ์ ทศกัณฐ์  พิเภก  รณพักตร์   อินทรชิต  มโหทร เปาวนาสูร เสนายักษ์ 

 ธงยักษ์  เขนยักษ์  ฯลฯ

-แสดงเป็นตัวพระ คือ พระราม พระลักษมณ์  (ยกรบ)

-แสดงเป็นลิง เช่น หนุมาน (ยกรบ จับนาง) สุครีพ องคต ไชยยามพวาน ลิงเชิญเครื่อง

 สิบแปดมงกุฎ  เขนลิง  ฯลฯ

-แสดงเป็นพระฤาษีโคบุตร ชุด ถวายลิง  เป็นพระฤาษี ชุด กำเนิดมณโฑ ปราบนางกากนาสูร

๓. การแสดงละครไทย

-แสดงเป็นพระสัตยวาน ในละครเรื่อง สาวิตรี 

-แสดงเป็นมะกะโท ในละครเรื่อง อานุภาพพ่อขุนรามคำแหง

-แสดงเป็นทหารระตูบุศสิหนา ในละครเรื่องอิเหนา ตอน ประสันตาต่อนก

-แสดงเป็นทหารไทย

๔. การแสดงละครสมัยใหม่

-แสดงเป็นคนแก่ เด็ก ชาวบ้าน ในละครเรื่อง ยักษ์ตัวแดง ของคุณฮิเดกิ โนดะ ผู้กำกับชาวญี่ปุ่น 

วันพฤหัสบดีที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2564

รำกราวชัย (บางสมัยไทยด้อยจนย่อยยับ)

 

รำกราวชัย

 

“รำกราวชัย” เดิมชื่อ “กราวถลาง” อยู่ในบทละคร เรื่อง ศึกถลาง ซึ่งหลวงวิจิตรวาทการ แต่งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.๒๔๘๐ ซึ่งขณะนั้น หลวงวิจิตรวาทการ ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมศิลปากร ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๗๗-๒๔๘๓ ท่านได้รับมอบหมายให้ทำงาน “ปลูกต้นรักชาติ” (ประอรรัตน์ บูรณมาตร์ : ๒๕๒๘ หน้า ๕๕)  อาจกล่าวได้ว่า บทละครประวัติศาสตร์ของท่าน เกิดขึ้นจากแรงผลักดันทางการเมืองในช่วงระยะเวลานั้น

ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕ คือ เมื่อวันที่    พฤษภาคม  ๒๔๗๖ ได้มี พระราชบัญญัติ จัดตั้งกรมศิลปากร ขึ้นมาใหม่อีกครั้ง (หลังจากถูกยุบไปเมื่อ ปี พ.ศ.๒๔๖๙ จากสภาพเศรษฐกิจตกต่ำไปทั่วโลก สืบเนื่องจากสงครามโลกครั้งที่ ๑)  โดยอยู่ในสังกัดกระทรวงธรรมการ แผนกละครและสังคีต  สังกัดอยู่กองศิลปะวิทยาการ เฉพาะ “แผนกละครและสังคีต”   มีหน้าที่ค้นคว้าและหาทางบำรุงความรู้ในศิลปะทางละครและสังคีต (ประวัติและบทบาทสำนักการสังคีต สืบค้นเมื่อวันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๖๔)

           พ.ศ.๒๔๗๗  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พลตรี หลวงวิจิตรวาทการ เป็นอธิบดีกรมศิลปากรคนแรก  และในปีเดียวกันนี้ เมื่อวันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๔๗๗ กรมศิลปากร ได้จัดตั้ง “โรงเรียนนาฏดุริยางคศาสตร์” (ปัจจุบันคือวิทยาลัยนาฏศิลป สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรม)  ซึ่งคณะครูยุคเริ่มก่อตั้งในปี ๒๕๗๗ มีคุณครูศุภลักษณ์ ภัทรนาวิก (หม่อมครูต่วน-ละครนาง) คุณครูลมุล ยมะคุปต์ (ละครพระ) คุณครูมัลลี คงประภัทร์ (ย่าหมัน) ครูผัน โมรากุล โดยมีศิลปินจากแผนกละครและสังคีต ทำหน้าที่ทั้งครูและศิลปินควบคู่กันไป

 พ.ศ.๒๔๗๘  กระทรวงวัง ถูกยุบเป็นสำนักพระราชวัง   กรมศิลปากรรับโอนข้าราชการโขน  ละคร   ปี่พาทย์   เครื่องสายฝรั่ง จากกระทรวงวัง ไปสังกัดกองศิลปะวิทยาการ  กรมศิลปากร  

           ในช่วงปี พ.ศ.๒๔๗๗-๒๔๗๙ หลวงวิจิตรวาทการ ได้แต่งบทและจัดแสดงละครประวัติศาสตร์ คือ นเรศวรประกาศอิสรภาพ (๒๔๗๗) พระราชธิดาพระร่วง (๒๔๗๗) เลือดสุพรรณ (๒๔๗๙) ราชมนู (๒๔๗๙)

ในปี ๒๔๘๐ หลวงวิจิตรวาทการ ได้แต่งบทและจัดแสดงละครประวัติศาสตร์ เรื่อง พระเจ้ากรุงธน และ ศึกถลาง แน่นอนว่านักแสดงคงจะเป็นศิลปินจากแผนกละครและสังคีต กรมศิลปากร และนักเรียนจากโรงเรียนนาฏดุริยางคศาสตร์นั่นเอง

ในหนังสือ ๑๐๑ ปีละครวังสวนกุหลาบ (๒๕๕๕ หน้า ๑๒๒) กล่าวถึงประวัติ คุณครูลมุล ยมะคุปต์ ไว้ว่า หลังจากคุณครูลมุล ออกจากวังสวนกุหลาบ มาสอนที่โรงเรียนนาฏดุริยางคศาสตร์นั้น

“นอกจากจะมีหน้าที่ในการสอนแล้ว ท่านยังมีหน้าที่ในการควบคุมและฝึกซ้อมการแสดงของกรมศิลปากรอีกด้วย ดังนั้น การแสดงของกรมศิลปากรทุกชุด ตั้งแต่เปิดโรงเรียนนาฏดุริยางคศาสตร์ ๒๔๗๗-๒๕๒๖ จึงเป็นผลงานของท่านทั้งสิ้น”

ในหนังสือคุณานุสรณ์ในการเสด็จพระราชดำเนินพระราชทานเพลิงศพคุณครูลมุล ยมะคุปต์ (๒๕๒๖ หน้า ๑๙) ได้กล่าวถึงผลงานการประดิษฐ์ท่ารำของคุณครูลมุลไว้ว่า

“ในสมัยที่ พณฯท่าน หลวงวิจิตรวาทการ ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมศิลปากร ท่านได้ประพันธ์บทละครปลุกใจไว้หลายเรื่อง เช่น เลือดสุพรรณ (๒๔๗๙) เจ้าหญิงแสนหวี (๒๔๘๑) อานุภาพพ่อขุนรามคำแหง (๒๔๙๗) อานุภาพแห่งความเสียสละ (๒๔๙๘) อานุภาพแห่งความรัก (๒๔๙๙) ซึ่งมีระบำประกอบเพลงสลับฉากหลายชุด คุณครูลมุล ยมะคุปต์ท่านได้มีส่วนร่วมในการคิดประดิษฐ์ท่ารำทุกชุด เช่น ระบำเชิญขวัญ (ละครเรื่องน่านเจ้า ๒๔๘๒) ระบำในน้ำมีปลาในนามีข้าว (อานุภาพพ่อขุนรามคำแหง ๒๔๙๗) ระบำเสียงระฆัง (อานุภาพพ่อขุนรามคำแหง ๒๔๙๗) ระบำชุมนุมเผ่าไทย (อานุภาพแห่งความเสียสละ ๒๔๙๘) ระบำนกสามหมู่ (อานุภาพแห่งความเสียสละ ๒๔๙๘) เป็นต้น”

จากข้อความดังกล่าว จึงอาจสรุปได้ว่า คุณครูลมุล ยมะคุปต์ ได้ร่วมคิดท่ารำและฝึกซ้อมละคร เรื่อง ศึกถลาง และ “รำกราวถลาง” นี้ด้วย โดยอาจจะมีคุณครูท่านอื่นช่วยกันคิดท่ารำและฝึกซ้อมด้วย

 

เพลงกราวถลาง

(บทละครเรื่องศึกถลาง ๒๕๐๖ หน้า ๑๘)

 

ถลางของเราใครเข้ามาย่ำ                    จะตีกระหน่ำให้มันพ่ายแพ้ไป

ถลางเป็นถิ่นของไทย                                   ไล่ศัตรูออกไป –ชโย

 

เลือดไทย ใจเด็ด ไม่เข็ดขาม                  สงคราม แกล้วกล้า จะหาไหน

สละชีพ เพื่อชาติ จนขาดใจ                            ไม่ให้ ศัตรู มาดูแคลน

ชาติใด ใจพาล รุกรานมา                     จะเคี่ยวฆ่า มันให้ยับ นับแสน

ก่อกรรม ทำทุกข์ รุกเขตแดน                          แก้แค้น ให้พ้น แผ่นดินไทย

ชาติไทย เคยด้อย ย่อยยับ                    ยังกลับ แก้ฟื้น คืนได้
เพราะไทย ใจสมัคร รักเป็นไทย                        เต็มใจ ต่อสู้ หมู่ไพรี

มาเถอะเหวย ยกมา ทั่วสากล                ไทยจะทน สู้ตาย ไม่พ่ายหนี
ถ้าแม้นมัน มีชัย พวกไพรี                              ก็ได้แต่ ปฐพี ไม่มีคน

หาเช้า กินค่ำ ยามสงบ                       เกิดศึก ก็รบ ไม่ย่อย่น
ชาติใด ใจกล้า มาประจญ                              ทุกคน ยอมตาย ให้บ้านเมือง

มาเถิด ชาวไทย ทั้งหญิงชาย                 ไว้ลาย ให้โลก เขาลือเลื่อง
ไว้เกียรติ กรุงสยาม นามประเทือง                     ให้รุ่งเรือง วัฒนา ชั่วฟ้าดิน

 

การรำกราวถลางให้ทำอย่างนี้

1. คุณหญิงจันทร์กับคุณหญิงมุกด์ยืนกันอยู่คู่ บนที่สูงทั้งสองคน

2. น้อมกับเนื่องยืนอยู่คนละข้าง คนถือธงยืนกลาง ที่ยืนต่ำกว่าคุณหญิง แต่สูงกว่าคนอื่น

3. คนธงออกรำก่อน แล้วทหารออกมาเป็นพวกๆ ชายพวกหนึ่ง หญิงพวกหนึ่งสลับกันไปและร้องคนละบท

 

ต่อมา ได้มีการนำการแสดงชุด “กราวถลาง” นี้ มาออกแสดงเดี่ยวๆ เป็นเอกเทศ ไม่ประกอบละครเป็นเรื่องเป็นราว โดยปรับเปลี่ยนเนื้อร้องเล็กน้อย และนำบรรจุไว้สอนในหลักสูตรของโรงเรียนนาฏดุริยางคศาสตร์หรือโรงเรียนนาฏศิลป สืบมาจนถึงปัจจุบัน ใช้ชื่อชุดการแสดงว่า “กราวชัย”

-ปี่พาทย์ทำเพลงกราวกลาง-

ร้องเพลงกราวชัย

บางสมัย ไทยด้อย จนย่อยยับ                ไทยกลับ แก้ฟื้น คืนได้

เพราะไทย ใจสมัคร รักเป็นไทย                        เต็มใจ ต่อสู้ หมู่ไพรี

มาเถอะเหวย ยกมา ทั่วสากล                ไทยจะทน สู้ตาย ไม่พ่ายหนี
ถ้าแม้นมัน มีชัย พวกไพรี                              ก็ได้แต่ ปฐพี ไม่มีคน

หาเช้า กินค่ำ ยามสงบ                       เกิดศึก ก็รบ ไม่ย่อย่น
ชาติใด ใจกล้า มาประจญ                              ทุกคน ยอมตาย ให้บ้านเมือง

มาเถิด ชาวไทย ทั้งหญิงชาย                 ไว้ลาย ให้โลก เขาลือเลื่อง
ไว้เกียรติ กรุงสยาม นามประเทือง                     ให้รุ่งเรือง วัฒนา ชั่วฟ้าดิน

-ปี่พาทย์ทำเพลงเชิด-

 

 

อ้างอิง

 

การสังคีต,สำนัก. ประวัติและบทบาทสำนักการสังคีต. https://www.finearts.go.th

สืบค้นเมื่อวันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๖๔

วิจิตรวาทการ,หลวง. บทละครเรื่องศึกถลางกับน่านเจ้า. อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ

นางบุญทรง คุณะเกษม ณ เมรุวัดมกุฎกษัติรยาราม ๑๐ มีนาคม ๒๕๐๖

ประเมษฐ์ บุณยะชัย (บรรณาธิการ) . ๑๐๑ ปีละครวังสวนกุหลาบ. พิมพ์ครั้งที่ ๒

ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน), ๒๕๕๕.

ประอรรัตน์ บูรณมาตร์. หลวงวิจิตรวาทการกับบทละครประวัติศาสตร์. กรุงเทพ ฯ : สำนักพิมพ์

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๒๘

หนังสือคุณานุสรณ์ในการเสด็จพระราชดำเนินพระราชทานเพลิงศพนางลมุล ยมะคุปต์.

ณ เมรุวัดมกุฎกษัตริยาราม วันพฤหัสบดีที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๒๖.

ระบำวีรชัยอาสา (ทหารเหล่าเกาทัณฑ์ขยันยิ่ง)

 

ระบำวีรชัยอาสา

 

          ระบำชุดนี้ นายธนิต  อยู่โพธิ์ เป็นผู้แต่งบทร้อง ครูมนตรี ตราโมท แต่งทำนองเพลงกราวกลาง เพื่อประกอบการแสดงละครเรื่อง มโนราห์ ตอน พระสุธนยกทัพ ซึ่งกรมศิลปากรนำออกแสดง ณ โรงละครศิลปากร เมื่อ พ.ศ.๒๔๙๘ ต่อท้ายด้วยเพลงกราวดง ซึ่งเป็นทำนองของเก่า

 

บทละครชาตรีเรื่อง มโนห์รา

ตอน พระสุธนตรวจพล

 

- ปี่พาทย์ทำเพลงกราวกลาง -

(ทหารแต่ละเหล่าวิ่งลอดประตูมาเต้น “ระบำวีระชัย (อาสา)” ตามคำร้อง)

- ร้องเพลงกราวกลาง -

                   ทหารเหล่า  เกาทัณฑ์  ขยันยิ่ง     ขยับยิง  แม่นยำ  ไม่ย่อย่น

          ทหารหอก  ถือหอก  ออกประจญ            แต่ละคน  กล้าหาญ  ชำนาญฤทธิ์

          ทหารดาบ  ถือดาบ  วะวาบแสง             ฟันแทง  แต่ละที  ไม่มีผิด

          ทหารม้า  ควบม้า  ดาประชิด                ปัจจามิตร  ย่นระย่อ  ไม่ต่อตาม

- ร้องเพลงกราวดง -

                             พวกเรา เหล่าทหาร ชำนาญยุทธ์   ฤทธิรุทธิ์ เกรียงไกร  ในสนาม

          เคยผ่านศึก  มีชัย  ในสงคราม                ไม่เคยขาม  คร้ามครั่น  สรรพภัย

(ทหารเต้นระบำวีรชัย)

(พระสุธนออกตรวจพล แล้วไปขึ้นเกยทรงช้าง)

- ร้องเพลงทะแย -

พระสุธน  ขึ้นทรง  คชาธาร        คุมโย-  ธาหาญ  ทัพใหญ่

พรั่งพร้อม  พหล  พลไกร                    คลาไคล  ออกจาก  นิเวศน์วัง

- ปี่พาทย์ทำเพลงเชิด -

(พระสุธนยกทัพเข้าโรง เมื่อกองทัพพระสุธนยกเข้าโรงไปหมดแล้ว คนงานและนายงานออกเล่นตลก)

 

 

อ้างอิง

 

การสังคีต,สำนัก. บทละครเรื่องมโนห์รา ตอน พระสุธนตรวจพล. สำนักการสังคีต กรมศิลปากร, มปป.

สุมิตร เทพวงษ์. สารานุกรมระบำ รำ ฟ้อน. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์, 2547.

https://www.youtube.com/watch?v=mTJ9uQIJBRA&t=667s

รำลาวกระทบไม้ กรมศิลปากร

 

รำลาวกระทบไม้ กรมศิลปากร

 ประวัติความเป็นมา

“รำกระทบไม้” เป็นการละเล่นพื้นเมืองของชาวสุรินทร์ (น่าจะเป็นชาวเขมร) เดิมเรียกว่า “เต้นสาก” (“เรือมอันเร” หรือ “ลูดอันเร” เป็นศิลปะการแสดงอย่างหนึ่งในหมู่ชาวไทยเชื้อสายเขมร ในบริเวณอีสานใต้ เดิมนั้นนิยมเรียกว่า “ลูดอันเร” ซึ่ง คำว่า “ลูด” หมายถึง การเต้น หรือกระโดด ส่วนคำว่า “อันเร” หมายถึง “สาก” ซึ่งก็คือ สากตำข้าว นั่นเอง ลูดอันเร จึงหมายถึง การเต้นสาก หรือระบำสาก ในภายหลังมีการเปลี่ยนแปลงการละเล่น และเรียกว่า “เรือมอันเร” โดยคำว่า เรือม หมายถึง การรำ ดังนั้น เรือมอันเร จึงหมายถึง รำสาก มีนัยบ่งบอกถึงความอ่อนโอนและนุ่มนวลกว่าเดิม) ซึ่งการ “เต้นสาก” นี้ เป็นการละเล่นที่สอดคล้องกับอาชีพทำนาผลิตข้าว ซึ่งเป็นอาหารหลักและเป็นสินค้าออกที่สำคัญของไทย ชีวิตประจำวันของชาวไทย-เขมร จึงคลุกคลีอยู่กับการทำนา เริ่มตั้งแต่การไถ การหว่าน ดำนา เกี่ยวข้าว ตำข้าว ฝัดข้าว ฯลฯ ด้วยนิสัยรักสนุกนี้เอง หลังว่างเว้นจากการทำนา คนไทย-เขมร จึงนำสากตำข้าวมากระทบกันเป็นจังหวะ พร้อมกับมีการละเล่นให้เข้ากัน ภายหลังกรมศิลปากรได้ศึกษาการละเล่นชนิดนี้และนำมาปรับปรุงจัดระเบียบแบบแผนอย่างค่อนข้างตายตัว

รำลาวกระทบไม้” ได้นำออกแสดงเป็นครั้งแรก เมื่อ พ.ศ. 2500 เนื่องในงานแลกเปลี่ยนศิลปวัฒนธรรมระหว่างไทยกับราชอาณาจักรลาว ในการปรับปรุงครั้งนั้น เนื่องจากบทร้องของเก่าไม่เหมาะสมที่จะรำได้สวยงาม กรมศิลปากรจึงได้ขอให้อาจารย์มนตรี ตราโมท แต่งบทร้อง และท่านผู้หญิงหม่อมแผ้ว สนิทวงศ์เสนีย์ เป็นผู้ประดิษฐ์ท่ารำขึ้นใหม่ (๒๕๔๓ หน้า ๑๑๖)

การกระทบไม้ แต่เดิมวางไม้สากตามความยาว 2 อัน ใช้ไม้หมอนรองหัวและท้ายไม้ทั้ง 2 ด้าน ปลายสากจะมีคน 2 คน จับปลายเพื่อกระทบกัน ภายหลังกรมศิลปากรปรับปรุงและจัดลำดับท่ารำให้เป็นระเบียบขึ้น แต่ยังคงรักษาเค้าแบบแผนเดิม โดยปรับปรุงเป็นไม้ไผ่ 2 ลำ ขนาดเท่ากันยาวประมาณ 2-4 เมตร และใช้ไม้เนื้อแข็งเป็นหมอนวางรองทั้งสองปลาย ผู้กระทบนั่งกับพื้นจับปลายทั้งสองคนเพื่อจะได้ตีกระทบกัน

การละเล่นกระทบไม้ มีการเล่นแพร่หลายอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจาก“เรือมอันเร” ของชาวเขมรแล้ว ยังมีแสกเต้นสาก” ของชาวแสก (ชนชาติหนึ่งในกลุ่มภาษาตระกูลไท-ลาว), การเล่น ม้าจกคอก” ของชาวไทใหญ่, การเล่น “ตินิคลิ่ง” (Tinikling) หรือ “แบมบูแดนซ์” (Bamboo Dance) ของชาวฟิลิปปินส์ รวมทั้ง “ติฮัว” หรือ “จิ-กลี” หรือ “กะเหรี่ยงกระทบไม้” ของชาวกะเหรี่ยง

 

การแต่งกาย

          ชาย นุ่งกางเกงหลากสี ขาสามส่วน สวมเสื้อคอกลมหลากสีเช่นกัน มีผ้าคาดเอว และโพกศีรษะ

หญิง นุ่งผ้าซิ่นยาวกรอมเท้า สวมเสื้อแขนกระบอก ห่มสะไบทับเสื้อ ให้สีตัดกัน

 

ดนตรีประกอบ

          นอกจากไม้เคาะจังหวะประกอบการร่ายรำแล้ว กรมศิลปากรได้นำวงปี่พาทย์เครื่องห้า เครื่องคู่ มาบรรเลงลำนำทำนองเพลงให้ไพเราะด้วย

  

เนื้อร้อง รำลาวกระทบไม้

บทร้องและทำนอง โดย  :  อาจารย์มนตรี   ตราโมท

 

แสงรัชนี ส่องสีนวล  (ลา........)   
ชื่นใจชวน ยั่วยวนใจชม อภิรมย์เริงใจ
เคล้าคู่เคียงไป ฟ้อนกรายร่ายรำ (ลา......)  
หนุ่มวอนกลอนกล่าว เว้าสาวหวานฉ่ำ      

จันทร์งามยามค่ำ เป็นสายนำดวงใจ

ยามเดือนลอยเด่น

เหมือนดังเป็นใจให้ สาวหนุ่มพลอดกัน

กรีดกราย ร่ายรำ สำเริงรื่น                  

แสนชื่น ชอบเชิง เริงรำ ทำกางกั้น

สับเปลี่ยน เวียนผัน กันสำราญ
ร่ายรำ ท่ามกลาง แสงเดือนเด่น (ละลา....)                    

เยือกเย็น น้ำค้าง ช่างซาบซ่าน

สาวรำ นำหนุ่ม ชุ่มชื่นบาน

ต่างสุขศานติ์ แสนงาม ยามค่ำคืน

 

อ้างอิง

 

สุขฤดี  เทียนชัยพนา, สุนารี  กองเมือง และอาภารัตน์  แลเช่อร์. การละเล่นจีกลี : กรณีศึกษากลุ่มชาติพันธุ์

ปกาเกอะญอ บ้านโป่ง ตำบลแม่ยวม อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน.

ศิลปนิพนธ์หลักสูตรศึกษาศาสตรบัณฑิต (5 ปี) สาขาวิชานาฏศิลป์ไทยศึกษา ภาควิชานาฏศิลป์ศึกษา

ห้องเรียนเครือข่ายวิทยาลัยนาฏศิลปเชียงใหม่ คณะศิลปศึกษา สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ พ.ศ. 2555

สุมิตร เทพวงษ์. สารานุกรมระบำ รำ ฟ้อน. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์, 2547.

หนังสือที่ระลึกในการพระราชทานเพลิงศพท่านผู้หญิงแผ้ว สนิทวงศ์เสนี. ณ เมรุหลวงหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ เทพศิรินทราวาส กรุงเทพมหานคร วันอาทิตย์ที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๔๓.

องค์ บรรจุน. “กะเหรี่ยงกระทบไม้มาก่อนเก่า ลาวกระทบทีหลัง” ใน ศิลปวัฒนธรรม. พฤศจิกายน  2557


วันพุธที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2564

ระบำมาตรฐาน ชุด ระบำดาวดึงส์

 

ระบำมาตรฐาน ชุด ระบำดาวดึงส์

 

ผศ.สมภพ เพ็ญจันทร์

สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ วิทยาลัยนาฏศิลปเชียงใหม่

 

ความนำ

ระบำดาวดึงส์ เป็นระบำที่ได้ประดิษฐ์ปรับปรุงขึ้นใหม่ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ กล่าวกันว่าท่ารำที่แสดงยกมือประสานไขว้ไว้ที่ทรวงอก พร้อมทั้งขยับฝ่ามือขึ้นลงเป็นจังหวะ พร้อมกับเต้นย่ำเท้า เป็นท่ารำที่เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี ทรงประดิษฐ์ขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย โดยเลียนแบบมาจากท่าเต้นทุบอกในพิธีเจ้าเซ็น ของชนนับถือศาสนาอิสลามนิกายเจ้าเซ็น (พิธีแห่เจ้าเซ็น หรือ พิธีเต้นเจ้าเซ็น ในชุมชนชีอะฮ์ในไทยเรียก พิธีมะหะหร่ำ เพื่อไว้อาลัยแก่ฮุซัยน์ อิบน์ อะลี หลานตาของนบีมุฮัมมัด ซึ่งถูกสังหารหมู่ที่เมืองกัรบะลาอ์ในวันอาชูรออ์ ตรงกับวันที่ 10 เดือนมุฮัรรอม ในไทยเรียก มะหะหร่ำ ของทุกปี  ในพิธีจะมีการแห่ตุ้มบุด หรือ โต้ระบัต ซึ่งเป็นเครื่องจำลองคานหามบรรจุศพอิหม่ามฮุซัยน์มาแห่ มีการตีอกชกตัว เรียกว่า มะต่ำ)

ต่อมาสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์ ได้ทรงนิพนธ์บทร้องขี้นประกอบการแสดง ในบทละครดึกดำบรรพ์เรื่องสังข์ทอง ตอนที่ ๒ ตอนตีคลี ฉากดาวดึงส์ ในฉากนี้มีพระอินทร์กับพระมเหสีประทับอยู่บนแท่น พระวิษณุกรรม และพระมาตุลี นั่งอยู่ชั้นลดสองข้าง พวกคนธรรพ์ประจำเครื่องดนตรีอยู่ด้านหน้า เหล่าเทวดานางฟ้าเข้านั่งเฝ้าสองข้าง เริ่มเปิดฉากเหล่าเทวดานางฟ้าก็จับระบำถวาย การแสดงเรื่องนี้จัดแสดงที่โรงละครดึกดำบรรพ์ ริมถนนอัษฎางค์ (วังบ้านหม้อ) ปลายสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เนื้อร้องของระบำพรรณนาถึงความงดงามความโอฬารของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ และความมโหฬารตระการตาในทิพย์สมบัติของพระอินทร์ ตลอดจนความงดงามของเหล่าเทวดานางฟ้าในสรวงสวรรค์

หม่อมเข็ม กุญชร ณ อยุธยา (หม่อมเจ้าในพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์) เป็นผู้ควบคุม ฝึกหัด และปรับปรุงท่ารำขึ้นจากท่ารำเจ้าเซ็น ของเจ้าฟ้ากรมพิทักษ์มนตรี ต่อมาการแสดงชุดนี้ได้นำมาจัดแสดงเป็นชุดเอกเทศ จึงนำออกด้วยเพลงเหาะ และรำตามเนื้อร้องในเพลงตะเขิ่ง, เจ้าเซ็น แล้วจบท้ายด้วยเพลงรัว นับเป็นระบำชุดหนึ่งที่ได้ปรับปรุงทางดนตรี และทางรำให้ได้กะทัดรัด เป็นระบำที่ได้รับการยกย่องว่ามีความคิดสร้างสรรค์ก้าวหน้าอย่างยิ่งในสมัยนั้น เพราะไม่ได้ตีท่าตามบทร้องเหมือนระบำอื่นๆ แต่งใช้การแปรแถว การเข้าพรู การจับคู่ และการเคลื่อนไหวอย่างสวยงาม  จนเป็นนาฏศิลป์ไทยชุดหนึ่งที่ได้ยึดถือเป็นแบบระบำแสดงความรื่นเริงบันเทิงใจ ซึ่งนาฏศิลปินได้อนุรักษ์ไว้เป็นแบบแผนสืบต่อมาจนถึงทุกวันนี้

 

 

 

 

 

บทร้องระบำดาวดึงส์

-ปี่พาทย์ทำเพลงเหาะ-

-ร้องตะเขิ่ง-

ดาวดึงส์ เทวโลก มโหฬาร                    เป็นที่อยู่ สำราญ ฤทัยหรรษ์
สารพัด งามจริง ทุกสิ่งอัน                              สารพัน อุดม สมใจปอง
เทพบุตร ผุดพรรณ โฉมยง                             งามทรง อาภรณ์ ไม่มีหมอง
นางอัปสร งอนสงวน นวลละออง                      งามทรง เครื่องทอง และเพชรนิล

-ร้องเจ้าเซ็น-

สมเด็จ พระอัมรินทร์ ปิ่นมงกุฎ               ทรงวชิราวุธ ธนูศิลป์
รักษา เทวสีมา เป็นอาจิณ                              อสุรินทร์ อรี ไม่บีฑา (ซ้ำ)
อันอินทร- ปราสาท ทั้งสาม (ซ้ำ)                      ทรงงาม สูงเงื้อม กลางเวหา
สี่มุข หุ้มมาศ สะอาดตา                                 ใบระกา แกมแก้ว ประกอบกัน
ช่อฟ้า ช้อยเฟื้อย เฉื่อยชด (ซ้ำ)                         บราลี ที่ลด มุขกระสัน (ซ้ำ)
มุขเด็จ ทองดาด กนกพัน                               บุษบก สุวรรณ ชามพูนุท (ซ้ำ)
ราชยาน เวชยันต์ รถแก้ว (ซ้ำ)                         เพริศแพร้ว กำกง อลงกต (ซ้ำ)
แอกงอน อ่อนสลวย ชวยชด (ซ้ำ)                      เครือขด ช่อตั้ง บัลลังก์ลอย
รายรูป สิงห์อัด หยัดยัน                                สุบรรณ จับนาค หิ้วเศียรห้อย (ซ้ำ)
ดุมพราว วาววับ ประดับพลอย                         แปรกแก้ว กาบช้อย สะบัดบัง
เทียมด้วย สินธพ เทพบุตร                             ทั้งสี่ บริสุทธิ์ ดั่งสีสังข์
มาตลี อาจขี่ ขับประดัง                                 ให้รีบรุด สุดกำลัง ดังลมพา

-ปี่พาทย์ทำเพลงรัว-

 

ความรู้ตามบทร้องระบำดาวดึงส์

 

ดาวดึงส์ เทวโลก มโหฬาร

          สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เป็นสวรรค์ชั้นที่ ๒ ในจำนวน ๖ ชั้น เรียงจากต่ำไปหาสูง คือ

๑.จาตุมหาราชิกา (จาตุงมหาราช) ๒.ดาวดึงส์ ๓.ยามา ๔.ดุสิต ๕.นิมมานนรดี ๖.ปรนิมมิตวสาวัตดี สำหรับสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ แปลว่า ที่อยู่ของเทพ ๓๓ องค์

สวรรค์ชั้นดาวดึงส์นี้ เป็นที่อยู่ของอสูรมาก่อน ครั้งเมื่อพระอินทร์จุติมาท่ามกลางอสูร โดยมีเหล่าเทวดาเป็นบริวารของตน พระอินทร์กับบริวารจึงหลอกให้อสูรกินเหล้าจนเมามาย แล้วช่วยกันจับอสูรโยนลงไปอยู่เชิงเขาพระสุเมรุหมด เบื้องล่างจึงกลายเป็นอสูรพิภพ อสูรหายเมาก็ยกทัพไปแก้แค้น เกิดเทวสุรสงคราม ระหว่างเทวดากับอสูร ฝ่ายเทวดามีชัย

หลังสงครามครั้งนี้ พระอินทร์จึงสร้างกำแพง 5 ชั้น โดยให้นาค ครุฑ กุมภัณฑ์ ยักษ์ และเทพชั้นจาตุมหาราชิการักษา มีประตูเข้าออกทางเดียวเรียกว่า จิตตกุตทวาราโกตถคะ มีรูปพระอินทร์ ๒ รูป ประดิษฐานไว้ ณ ประตูนั้น สวรรค์ชั้นดาวดึงษ์หรือไตรตรึงษ์ มีอุทยานอยู่ ๕ ทิศ ประจำเมืองคือ อุทยานนันทวัน (ตะวันออก) จิตรลดาวัน (ตะวันตก) สักกวัน (เหนือ) มหาวัน (ตะวันออกเฉียงเหนือ) บุณฑริกวัน (ใกล้กับมหาวัน)

 

ในสวนบุณฑริกวัน (สระดอกบัวขาว) มีต้นปาริชาติ กัลปพฤกษ์ (ต้นทองหลาง) ใต้ต้นไม้มีแท่นบรรฑุกัมพลศิลาอาสน์ สำหรับพระอินทร์ประทับ ถ้ามีเหตุเดือดร้อนบนโลกมนุษย์ พระแท่นนี้จะแข็งตัวบอกให้รู้ทันที

 

สมเด็จพระอัมรินทร์ปิ่นมงกุฎ

          “สมเด็จพระอมรินทร์ปิ่นมงกุฎ” คือ พระอินทร์ ตามความเชื่อของพุทธศาสนาเชื่อว่า เดิมพระอินทร์เป็นมนุษย์ชื่อ “มฆะ” (เมื่อเป็นพระอินทร์จึงชื่อว่า ท้าวมัฆวาน แปลว่า ผู้บริบูรณ์ด้วยทรัพย์) อยู่ตำบลจุลคาม แคว้นมคธ มฆะกับเพื่อนๆ รวม ๓๓ คน ทำกุศลไว้มาก เช่น ทำศาลาพักร้อน ขุดบ่อน้ำ ฯลฯ เมื่อตายไปจึงได้ขึ้นสวรรค์ชั้นดาวดึงษ์ หรือ ตรัยตรึงษ์ หรือ ไตรตรึงษ์ (มาจากคำว่า เตติส แปลว่า ๓๓  คือ เป็นที่อยู่ของเทวดา ๓๓ องค์) พระอินทร์มีช้าง ชื่อ เอราวัณ  มีม้าชื่อ อุจไฉศรพ รูปเขียนของพระอินทร์ มีพระวรกายเป็นสีเขียว ทรงช้างเอราวัณ พระกรบางทีมี ๔ กร แต่ส่วนมากมี ๒ กร พระกรขวาถือวชิราวุธ พระกรซ้ายถือธนู บางทีก็เป็นพระขรรค์

 

ทรงวชิราวุธธนูศิลป์

“วชิราวุธ” เป็นอาวุธของพระอินทร์ มีอานุภาพร้ายแรงมาก สายฟ้าวชิราวุธสามารถแทงทะลุเขาสิเนรุราชได้และเผาศัตรูให้ไหม้วอดวายไป

“ธนูศิลป์” ธนูของพระอินทร์ ชื่อ ศักรธนู

“พระขรรค์” ของพระอินทร์ ชื่อ ปรัญชะ

 

อันอินทรปราสาททั้งสาม ทรงงามสูงเงื้อมกลางเวหา

พระอินทร์ ประทับปราสาทชื่อ “ไพชยนตมหาปราสาท” ซึ่งสร้างขึ้นในการฉลองคราวชนะพวกอสูร ปราสาทหลังนี้มีร้อยยอด มีหน้าบัน ๗ ทิศ และมี “สุธรรมาเทวสภา” เป็นที่ประชุมเทวดาทุกวันที่ ๘ ของเดือน

 

สี่มุข หุ้มมาศ

“มุข” คือ ส่วนของตึกหรือเรือนที่ยื่นออกมาจากส่วนใหญ่ มักอยู่ด้านหน้า, สี่มุขหรือจตุรมุข ก็คือ ส่วนของปราสาทที่ยื่นออกมาทั้ง ๔ ด้าน

          “มาศ” แปลว่า ทอง

“หุ้มมาศ” คือ หุ้มทอง

 

ใบระกา แกมแก้ว ประกอบกัน

“ใบระกา” เป็นชื่อไม้สลักหรือปูนปั้นรูปเป็นครีบ ๆ หรือลวดลายต่าง ๆ ติดกับตัวลํายองระหว่างช่อฟ้ากับหางหงส์ ประกอบ ๒ ข้างหน้าบันโบสถ์ วิหาร และปราสาท เป็นต้น,

“ใบระกาแกมแก้ว” เปรียบเทียบ กับ “ทองแกมแก้ว” คือ เครื่องประดับเพชรพลอยหรือกระจก เช่น ลายปั้นกุดั่น คือ ลายปั้นปิดทองประดับกระจก, โกศกุดั่น คือ โกศทำด้วยไม้จำหลักปิดทองประดับกระจก

 

 

 

 

 

 

ช่อฟ้า ช้อยเฟื้อย เฉื่อยชด

“ช่อฟ้า” คือ ชื่อตัวไม้ที่ติดอยู่บริเวณหน้าจั่ว รูปเหมือนหัวนาคชูขึ้นเบื้องบน

“ช้อย”แปลว่า งอนขึ้น. 

“เฟื้อย” แปลว่า ลักษณะของสิ่งที่ยาวมาก

“เฉื่อย” แปลว่า เรื่อย ๆช้า ๆเช่น ลมพัดเฉื่อยไม่รีบร้อนอืดอาดยืดยาดเอื่อย ๆ

“ชด” แปลว่า อ่อน, ช้อย, งอน.

 

บราลี ที่ลด มุขกระสัน

“บราลี” คือ ยอดเล็กแหลมที่ปักเรียงกันไปตามอกไก่หลังคา ปราสาท ธรรมาสน์ หรือซุ้มบันแถลง

“ที่ลด”  เรียกการซ้อนของหลังคา ไม่ว่าจะเป็นหลังคาของพระอุโบสถ พระวิหาร การเปรียญ หลังคาล่างสุดจะเรียก ซ้อนที่ ๑ แล้วจึงเรียก ซ้อนที่ ๒ ซ้อนที่ ๓ และซ้อนที่ ๔ ตามลำดับ ในแต่ละซ้อนมีระยะห่างของสันหลังคาใกล้เคียงกัน จากน้อยไปหามากในซ้อนบนสุด บางอาคารมีสันหลังคาของซ้อนที่ ๑ ห่างหรือต่ำกว่าซ้อนที่ ๒ มากจะต้องเรียกหลังคาซ้อนที่ ๑ ว่า หลังคาลด หรือ หลังคาชั้นลด ตัวอย่างเช่น หลังคามุขเด็จของพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท หลังคามุขเด็จของพระอุโบสถวัดหน้าพระเมรุราชิการาม พระอุโบสถวัดกษัตราธิราชจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ส่วนอาคารที่มีผังพื้นเป็นมุข และมีหลังคาลด ต้องเรียกหลังคาชนิดนี้ว่า มุขลด ได้แก่ มุขลดของพุทธปรางค์ปราสาท หรือปราสาทพระเทพบิดร ในพระบรมมหาราชวัง กรุงเทพมหานคร

“มุขกระสัน” คือ มุขที่เชื่อมระหว่างพระที่นั่งองค์หนึ่ง กับอีกองค์หนึ่ง.


มุขเด็จ ทองดาด กนกพัน

“มุขเด็จ” คือ มุขโถงที่ยื่นออกมาจากหน้าอาคาร เป็นที่เสด็จออก

“ดาด” แปลว่า เอาวัตถุเช่นผ้าเป็นต้นขึงหรือปิดบังให้ทั่วตอนเบื้องบน เช่น ดาดเพดาน ดาดหลังคา

“ทองดาด” แปลว่า ดาดเพดานด้วยผ้าสีทอง

“กนก” แปลว่า ทอง,สุวรรณ,มาศ,ทองคำ

“กนกพัน” แปลว่า พันด้วยทองคำ

 

บุษบก สุวรรณ ชามพูนุท

“บุษบก” มณฑปขนาดเล็ก มีฐานสูง มีเสา ๔ เสา ด้านข้างโปร่ง หลังคาทำเป็นเครื่องยอด เป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์ในพระราชพิธี หรือประดิษฐานพระพุทธรูป เป็นต้น

“สุวรรณ” ทอง

“ชามพูนุท” ทองคำเนื้อบริสุทธิ์

 

ราชยาน เวชยันต์ รถแก้ว

“เวชยันต์” คือ ชื่อรถของพระอินทร์

 

 

เพริศแพร้ว กำกง อลงกต

“กำ” หรือ “กำเกวียน” คือ ซี่ล้อเกวียน หรือซี่ล้อราชรถ ปกติเกวียนที่ใช้งานทั่วไป มีกำ ๑๖ ซี่ แต่ถ้าเป็นเกวียนขนาดเล็ก หรือเกวียนของที่ระลึกจะมีกำ ๑๔ ซี่

“กง” คือ ส่วนวงรอบนอกของล้อเกวียนหรือล้อราชรถ บางทีเรียกว่า กงเกวียน ซึ่งแต่ละชิ้น ที่ประกอบต่อกันเป็นวงขอบ มักถากไม้โค้ง ๔ ชิ้น ประกอบต่อกันเป็นวงขอบนอก บางทีเรียกว่า ฝักมะขาม เพราะมีลักษณะโค้ง คล้ายฝักมะขาม

 

แอกงอน อ่อนสลวย ชวยชด

“แอก” และ “ลูกแอก” คือ คานไม้ที่วางพาดขวาง โดยผูกมัดกับเสาหลักแอก ด้วยเส้นหนังที่เรียกว่า หนังหัวเกวียน  ตรงส่วนปลายของแอกทั้ง ๒ ข้าง จะเจาะรู สำหรับเสียบไม้ลูกแอกหรือลูกแซะ  สำหรับเป็นคานคล้องทาม หรืออ้อง เมื่อจะเทียมม้า เทียมวัว หรือเทียมควาย

 

เครือขด ช่อตั้ง บัลลังก์ลอย

“เครือเถา” คือ ชื่อลายไทยชนิดหนึ่งที่มีรูปกิ่งไม้ร้อยพันกันเป็นช่อหรือพวง

“ก้านขด” คือ ชื่อลายชนิดหนึ่งที่เขียนเป็นลายขดไปขดมา

“ช่อ” ใบไม้ หรือดอกไม้ที่แตกออกเป็นกลุ่ม หรือเป็นพวง

“ตั้ง” ชูตัวขึ้นชูตัวหรือทำให้ทรงตัวในแนวยืน.

“บัลลังก์” คือ พระแท่นที่ประทับของพระมหากษัตริย์ภายใต้เศวตฉัตร 

“ลอย” แปลว่า เด่นขึ้น หรือนูนขึ้น


รายรูป สิงห์อัด หยัดยัน

“รายรูป สิงห์”  เรียงรายไปด้วยรูปสิงห์

“สิงห์” คือ สัตว์ในป่าหิมพานต์ เป็นสัตว์ที่ดูสง่า และน่าเกรงขาม สิงห์ในตำนานหิมพานต์สามารถจำแนกออกได้เป็น ๒ ชนิดหลักๆ คือ ราชสีห์ และ สิงห์ผสม ราชสีห์เป็นสัตว์ที่มีพละกำลังสูง ราชสีห์มีอยู่ด้วยกัน ๔ ชนิดคือ บัณฑุราชสีห์ กาฬสีหะ ไกรสรราชสีห์ และ ติณสีหะ ส่วนสิงห์ผสมนั้นมีอยู่มากมาย โดยปกติสิงห์ผสมคือสัตว์ประสมที่มีลักษณะของราชสีห์กับสัตว์ประเภทอื่น

“อัด” แปลว่า ตรง, เต็ม, ตรงแบน, (ใช้แก่ลักษณะด้านหน้า) เช่น หน้าอัด สิงห์อัด

“หยัด” ยืดออกเหยียดออก.

“ยัน” ค้ำไว้เพื่อช่วยพยุง เช่น ใช้มือยันพื้นเพื่อยืนขึ้น ใช้ไม้เท้ายันไว้เพื่อทรงตัว

 

สุบรรณ จับนาค หิ้วเศียรห้อย

“สุบรรณ” แปลว่า ครุฑ

 
ดุมพราว วาววับ ประดับพลอย

“ดุม” หรือ “ดุมเกวียน” คือ ส่วนกลางของวงล้อเกวียน วงล้อราชรถ ซึ่งเจาะรูทะลุสำหรับสอดเพลาเกวียน, เพลาราชรถ

 

 

แปรกแก้ว กาบช้อย สะบัดบัง

“แปรก” มีชื่อเรียกแตกต่างกัน คือ แพด ปะแหรก ปะแหลก บางทีเรียกว่า แปรกบัง เป็นชิ้นส่วนที่ทำหน้าที่ขนาบบังคับล้อเกวียนหรือล้อราชรถทั้ง๒ ข้าง ไม่ให้หลุดออกไป

 


เทียมด้วย สินธพ เทพบุตร ทั้งสี่ บริสุทธิ์ ดั่งสีสังข์

“สินธพ” แปลว่า ม้าพันธุ์ดีที่เกิดในลุ่มแม่น้ำสินธุ ประเทศอินเดีย

“ม้าสินธพมโนมัย” คือม้าที่เกิดจากกลุ่มน้ำสินธูในประเทศอินเดีย เป็นม้าขนาดใหญ่อย่างที่เราเรียกว่าม้าเทศ


มาตลี อาจขี่ ขับประดัง ให้รีบรุด สุดกำลัง ดังลมพา

“พระมาตุลี” เทวดาองค์หนึ่ง ทำหน้าที่เป็น “สารถี” หรือ คนขับรถเวชยนต์ ซึ่งเทียมด้วยม้าสินธพถึง 1000 ตัว มีท่านองค์เดียวที่สามารถบังคับม้าทั้งหมดให้บินได้ พระมาตุลีเป็นสหายของพระอินทร์ด้วย

 

 

เอกสารอ้างอิง

 

ประจักษ์ ประภาพิทยากร. เทวดานุกรมในวรรณคดี. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์, ๒๕๒๙.

พลูหลวง (นามแฝง). เทวโลก. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์เมืองโบราณ, ๒๕๓๐.

สมใจ นิ่มเล็ก. “ความสับสนในงานสถาปัตยกรรมไทย” ใน ศิลปวัฒนธรรม. ฉบับพฤศจิกายน 2555

เผยแพร่ วันพฤหัสที่ 10 กันยายน พ.ศ.2563 https://www.silpa-mag.com/art

สุมิตร  เทพวงษ์. สารานุกรม ระบำ รำ ฟ้อน.  กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์, มปป.