แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กลองล้านนา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กลองล้านนา แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2564

คำบรรยายการแสดงกลองสะบัดชัย

 

คำบรรยายการแสดงกลองสะบัดชัย

โดย ผศ.สมภพ เพ็ญจันทร์

11 กันยายน 2564

 

คำว่า “กลองสะบัดชัย” ปรากฏอยู่ในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ มีความหมายว่า “กลองที่ใช้ตี เมื่อได้รับชัยชนะข้าศึกศัตรู” (คำว่า สะบัดชัย สันนิษฐานว่ามาจากภาษาบาลี คือ สปตฺตุ แปลว่า ข้าศึก, ศัตรู,  กับคำว่า ชยฺ แปลว่า การชนะ,  ดังนั้นคำว่า สปตฺตชยฺ จึงแปลว่า การชนะฝ่ายศัตรู)

กลองสะบัดชัย เดิมเป็นกลองศึก โอกาสที่มีการตีกลองศึกมีหลายโอกาสด้วยกัน คือ ตีเพื่อเป็นสัญญาณประชุมทัพ, ตีบอกสัญญาณให้เข้ารบ, ตีประกาศชัยชนะ, ตีประโคมปลุกใจให้ฮึกเหิม, ตีประกาศบอกเวลา (กลองยาม)

ในช่วงประมาณ ๑๐๐ กว่าปีที่ผ่านมา กลองศึกที่แต่เดิมใช้ในสนามรบและเก็บไว้ในวัง หรือ ฝ่ายอาณาจักร   ก็ถูกเคลื่อนย้ายไปไว้ในวัดเพื่อการศาสนาหรือฝ่ายศาสนจักร เปลี่ยนชื่อเรียกใหม่ว่า “กลองบูชา” หรือ “ก๋องปู่จา” สาเหตุที่ย้ายกลองศึกเข้าไปในวัด ก็เพราะการรบแบบเดิมได้เปลี่ยนรูปแบบไป จากเดิมที่ใช้ดาบ หอก รบประชิดกันและมีการส่งสัญญาณเข้ารบ  เปลี่ยนมาเป็นการรบแบบซุ่มเงียบ ลอบจู่โจม มีการใช้ปืนไฟยิงระยะไกล ไม่ต้องตีกลองบอกสัญญาณอีกต่อไป กลองศึกในสนามรบจึงหมดความสำคัญลง

กลองศึกหรือกลองบูชาเมื่ออยู่ในวัด ก็มีความใกล้ชิดกับชาวบ้านมากขึ้น ชาวบ้านก็ได้นำมาดัดแปลง ลดขนาดให้เล็กลง นำมาใช้ตีเพื่อเฉลิมฉลองในเทศกาลงานบุญต่างๆ ในล้านนา เพื่อความสนุกสนานรื่นเริงเป็นหลัก ใช้ทั้งศอก ทั้งเข่าตีกลอง วุ่นวายไม่เป็นระเบียบ ชาวบ้านจึงเรียกกลองชนิดนี้ว่า “ก๋องลุงลัง” (รุงรัง แปลว่า ไม่เป็นระเบียบ ยุ่งเหยิง) 

ต่อมาพ่อครูคำ กาไวย์ ศิลปินแห่งชาติ ได้พัฒนาการตีกลองสะบัดชัย ให้เป็นระเบียบสวยงามมากขึ้น และนำออกแสดงในงานเทศกาลต่างๆ กลองลุงลังจึงถูกเรียกชื่อใหม่ว่า “กลองสะบัดชัย” ตามคำที่พบในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่

ในปี พ.ศ.2518 วิทยาลัยนาฏศิลปเชียงใหม่ ได้เชิญพ่อครูคำ กาไวย์ มาสอนศิลปะพื้นบ้านภาคเหนือให้แก่นักเรียนนักศึกษา พ่อครูคำจึงจัดระเบียบการตีกลองสะบัดชัยขึ้นใหม่ พร้อมกับสร้างพญานาคแกะสลัก ติดยึดสองข้างของกลองสะบัดชัยอย่างสวยงาม ทำออกแสดงในงานเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรม ต้อนรับอาคันตุกะแขกสำคัญที่มาเยือนเชียงใหม่ ตลอดจนนักท่องเที่ยวต่างๆ มาจนถึงปัจจุบัน

 

อ้างอิง

จันทร์  แก้วจิโน. กลองสะบัดชัยแบบครูคำ  กาไวย์. เอกสารประกอบการสอนวิชากลองสะบัดชัย

วิทยาลัยนาฏศิลปเชียงใหม่ ปีการศึกษา 2546.

นคร ปญฺญาวชิโร ปรังฤทธิ์,พระ. กลองสะบัดชัย : ศิลปะการแสดงล้านนา. แม็กซ์พริ้นติ้ง

(มรดกล้านนา),             2555.

นาฏศิลปเชียงใหม่,วิทยาลัย.  20 ปี วิทยาลัยนาฏศิลปเชียงใหม่.  เชียงใหม่ : โรงพิมพ์

เชียงใหม่การพิมพ์, 2534.

ศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่และศูนย์ศิลปวัฒนธรรม สถาบันราชภัฎเชียงใหม่.

ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ฉบับเชียงใหม่ 700 ปี. จัดพิมพ์เพื่อร่วมสมโภชเมืองเชียงใหม่

ในวาระที่มีอายุครบ 700 ปี  เชียงใหม่ : โรงพิมพ์มิ่งเมือง, 2538.

 

https://www.thaitux.info/dict/?words

สืบค้นเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2564

 

Description of the Sabadchai drum performance

 

By Asst.Prof.Somphop Phenchan

September 11,2021

 

The term "Klong Sabatchai" appears in the local legend of Chiang Mai mean “A drum that is used to beat when defeating an enemy.”

 

Klong Sabatchai was originally a battle drum. There are many occasions where battle drums are played, namely, beating to signal an army meeting, beating a signal to war, beating victory, beating fanfare to excite the time, beating the time (guard drum).

 

During about 100 years ago the battle drums that were originally used on the battlefield and kept in palaces or kingdoms were moved to temples for religious or church purposes. Changed the name of the new name "Klong Bucha" or "Kong Pu Ja", the reason why the battle drums were moved into the temple. It's because the old battle style has changed. Originally, swords and spears were used in close combat and signaling to fight. Changed to a silent battle, sneak attack, with the use of long-range light guns. No more beating drums to signal. The battle drums on the battlefield were thus lost.

 

Battle drums or worship drums when in temples it is closer to the villagers. Villagers were converted, reduce the size used to be beaten to celebrate in various merit festivals in Lanna for fun and festivities, mainly using both elbows and knees to play drums. chaotic disorganized therefore, the villagers called this type of drum "Kong Lung Lang" (Lung Lang means disorganized, messy).

 

Later, Father Kru Kham Kawai, a national artist has developed a drum beater to be more organized and beautiful and exhibited at various festivals therefore, the drum Lung Lang was called a new name. "Klong Sabat Chai" according to the words found in the local legend of Chiang Mai

 

In 1975, Chiang Mai College of Dramatic Arts has invited Father Kru Kham Kawai to teach northern folk art to students Father Kru Kham therefore reorganized the drum shake chai along with creating a carved serpent attached to both sides of the flickering drum beautifully. Exhibited in art and cultural dissemination, welcoming important guests who visit Chiang Mai as well as various tourists until now.

 

วันอาทิตย์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

วิธีการทำกลองสะบัดชัย







การจัดการความรู้

เรื่อง การทำกลองสะบัดชัย
โดย วิทยาลัยนาฏศิลปเชียงใหม่ สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรม

สรุปองค์ความรู้

1.       การคัดเลือกชนิดและคุณภาพของไม้ที่ใช้ทำตัวหุ่นกลอง
2.       การคัดเลือกหนังหุ้มกลอง
3.       ทักษะความรู้ความสามารถขอบุคคลที่ขุดเจาะกลอง
4.       การขึ้นหน้ากลอง
5.       การวิพากษ์คุณภาพเสียงของกลอง



                    จัดหาไม้ให้ได้ตามขนาดทีต้องการประดิษฐ์กลอง ตกแต่งให้เป็นรูปทรงกลม เจาะเนื้อไม้ทีจะทำกลองตรงส่วนกลางออก เหลือส่วนทีจะทำเป็นขอบของกลองใว้ แล้วนำหนังสัตว์(ควาย)มาหุ้มไม้ทีขุดเจาะเพื่อทำกลองใว้ทั้งสองด้าน ถักร้อยตรึงหนังควายหรือทีจะเรียกว่าหน้ากลองทั้งสองด้านด้วยเชือกหรือหนังสัตว์ทีตัดให้เป็นเส้นยาว แล้วดึงชักเชือกทีร้อยไว้จนหน้ากลองทั้งสองด้านตึงมีเสียงทีเกิดจากการตีดังจนเป็นทีพอใจ ตกแต่งตัวกลองด้วยเสื้อกลอง ตัดเย็บด้วยผ้าสีงดงาม ทำคานหามด้วยไม้กลึ่งกลมสองอันประกอบเข้ากับกลองทั้งสองด้าน (บน ล่าง) ประดับตัวกลองกับคานหามด้วยไม้แกะเป็นรูปตัวพญานาค ประกอบเข้ากับคานหามอยู่ข้างกลองทั้งสองด้านโดยให้หัวของพญานาคอยู่ด้านบนหน้าพญานาคหันออกจากตัวกลอง เป็นความเข้าใจของข้าพเจ้าเกี่ยวกับวิธีการทำกลองสะบัดชัย
กลองสะบัดชัย เป็นกลองที่ผลิตจากไม้เนื้อแข็งขนาดใหญ่เช่นไม้ขนุนไม้ต้นลานเป็นต้นนำมาตัดหรือกลึงให้เป็นรูปทรงกระบอกขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 25 – 30 นิ้ว ลึกประมาณ15-20 นิ้ว  ทำการเจาะรูตรงบริเวณจุดศูนย์กลางของกลองโดยใช้สว่านเจาะนำให้ทะลุอีกด้านจากนั้นใช้ค้อนกับสิ่วเจาะให้มีความกว้างมากขึ้นจนถึงขอบกลองที่ได้กำหนดไว้  ด้านหน้าของกลองขึงด้วยหนังวัวทั้ง 2 ด้าน โดยทำการตัดหนังวัวตามแนวขอบกลองเป็นวงกลม  จากนั้นทำการถักหูหิ่งเพื่อใช้สำหรับคล้องสายเร่งเสียงซึ่งปัจจุบันทำมาจากเชือกไนลอน  เมื่อคล้องหูหิ่งทั้งสองด้านแล้วค่อย ๆ ดึงให้ตึงจากนั้นจะใช้สว่านเจาะบริเวณด้านข้างตัวกลองเพื่อใช้น๊อตยึดติดกับคานแบกทั้งด้านบนและด้านล่างพร้อมกับนาคไม้แกะสลักยึดติดกับคานทั้งสองด้านของกลอง

                 ไม้ที่ทำส่วนใหญ่เป็นไม้มะม่วง อาจจะเป็นไม้เนื้อไม่แข็งมากนัก หาง่ายในท้องถิ่น แต่ปัจจุบันต้องไปหาไกลขึ้น จากอีสาน ใต้ เพราะในภาคเหนือมีลดน้อยลง การจัดหามักจะสั่งไปทางผู้รับจ้างส่งไม้เหล่านี้ ซึ่งติดต่อกันมายาวนาน จะมีไม้มาลงเป็นครั้งๆ ไป แล้วแต่จะสั่ง ส่วนพิธีกรรมและความเชื่อในการตัดไม้นั้น ทางชมรมฯ ไม่มีแล้ว เพราะไม่ได้ตัดไม้เอง ส่วนผู้ตัดไม้จะมีหรือไม่ ไม่ทราบได้  ส่วนความเชื่ออื่นๆ ก็จะมีพิธีไหว้ครูช่างทำกลองทุกปี ในวันขึ้นปีใหม่เมือง เดือนเมษายน ส่วนใหญ่จะใช้วันที่ 1 เมษายน โดยผู้ทำพิธีเป็นป้อหนาน (ผู้บวชพระแล้ว) ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือในหมู่บ้าน เครื่องพิธีก็เหมือนไหว้ครูทั่วไป เช่น หมาก พลู บุหรี่ กล่วย อ้อย เหล้าขาว น้ำขมิ้น ส้มป่อย ฯลฯ ตามธรรมเนียมของชาวล้านนา ระยะเวลาที่ทำหุ่นกลอง เดี๋ยวนี้ถือฤกษ์สะดวก เพราะใช้เครื่องจักรและส่วนใหญ่เป็นกลองเพื่อการแสดง ไม่ใช่กลองศักดิ์สิทธิ์                          
                   การหาไม้และเลือกไม้ สำหรับเจาะเป็นหุ่นกลองจะไปหาไม้ที่มีขนาดใหญ่ เช่น ไม้มะขาม มะม่วง ไม้ขนุน ไม้ปันแข ไม้งุ้น ปัจจุบันนิยมใช้ไม้ฉำฉา เพราะเป็นไม้หาได้ง่าย เมื่อเจาะนำมาทำเป็นเสียงกลองแล้วจะมีเสียงดังก้องกังวาน ไม้ที่จะใช้ต้องมีเส้นผ่านศูนย์กลางตั้งแต่ ๒๐ นิ้วขึ้นไป นำมาตัดเป็นท่อนยาวประมาณ  ๑  ฟุตครึ่ง แล้วนำมาเจาะตรงกลาง การลงมือเจาะต้องหาฤกษ์หาวันในการเจาะ หรือที่เรียกว่า ตี๋กุ้มเจ่น ตี๋กุ้มจ๊าด โดยดูจากปฏิทินล้านนา ในอดีตใช้เวลาในการเจาะนานเกือบหนึ่งสัปดาห์ การเจาะจะค่อยๆเจาะตรงกลางก่อน บางทีถ้าไม้เนื้อแข็งมากก็จะเจาะแบบจุดไปเผาตรงกลางทิ้งไว้หนึ่งคืน ก็จะประหยัดเวลาไปเยอะ  แต่ปัจจุบันมีเลื่อยที่สามารถเจาะได้ง่ายและรวดเร็วขึ้นมาก การทำเหงือกกลองจะใช้เครื่องมือที่เรียกว่า อ้งมืออีวอก ในการช่วยเจาะ  เมื่อเจาะได้ขนาดตามที่ต้องการแล้วก็จะขัดเกลาให้เรียบและสวยงาม เตรียมสำหรับขึ้นหน้ากลองต่อไป







                    หนังที่นิยมนำมาหุ้มกลองสะบัดชัยคือ หนังวัว เพราะมีความนุ่มกว่าหนังชนิดอื่นๆ สำหรับหนังควายไม่นิยม เพราะมีหนังหนา ไม่อ่อนนุ่ม ตีแล้วไม่มีความไพเราะ การซื้อหนัง ซื้อมาจากโรงฆ่าสัตว์ที่ถนนช้างคลาน จังหวัดเชียงใหม่ เพราะเป็นแหล่งของแขกอิสลาม ที่ทำอาชีพฆ่าวัว การซื้อจะไปเลือกด้วยตนเอง เมื่อซื้อมาแล้วจะนำมาขึงให้ตึง ตากแดดไว้จนแห้ง เมื่อต้องการจะนำหนังวัวมาหุ้มกลอง ก็จะนำหนังมาแช่น้ำเป็นเวลา 1 คืน จนหนังอ่อนนุ่ม โดยจะมีกลิ่นเหม็นแต่พอทนได้ จากนั้นนำหนังมาหุ้มหุ่นกลองซึ่งขุดไว้แล้ว  โดยใช้เชือกไนล่อน มาสานร้อยทำ “คร่าวหูหิ่ง” บางครั้งก็ใช้หนังควายเพราะเหนียวทนทาน การสานเชือกร้อยคร่าวหูหิ่งจะมีความยากและสลับซับซ้อนพอสมควร ต้องใช้ผู้ที่มีความรู้ความชำนาญ จากนั้นก็นำหนังมาหุ้มกลอง โดยใช้เชือกไนล่อนร้อยขึงสลับไปมาทั้งสองด้าน จนหนังขึงตึง ตีได้ความไพเราะ
                   หนังหน้ากลองสะบัดชัย จะใช้หนังวัว ซึ่งด้านในต้องขูดเศษเนื้อและเอ็นออกให้หมดก่อนหุ้มกลอง หนังวัวที่ใช้ถ้าตายฟ้าผ่ายิ่งดี จากนั้นจะนำหนังที่ได้ไปตากให้แห้ง เมื่อหนังแห้งดีแล้วจึงตัดหนังเป็นวงกลม โดยใช้ ผังเวียง วัดขนาดหน้ากลอง ซึ่งต้องมีขนาดใหญ่กว่าตัวกลอง ที่จะทำเพื่อเข้าห่วงเจาะรูและร้อยหนัง ปัจจุบันหนังวัวที่ใช้ทำกลองเป็นหนังฟอกซึ่ง ซื้อมาจาก อ.เมือง ลำปาง หรือตำบลช้างคลาน เชียงใหม่ ในราคากิโลกรัมละ ๓๕ บาท  ก่อนที่จะเจาะรูจะต้องนำหนังไปแช่น้ำก่อน ๑ คืน และต้องแช่ในอ่างหรือบ่อที่ทำขึ้นมา จะไม่นำไปแช่ในแม่น้ำหรือลำเหมือง เพราะว่าน้ำเหล่านั้นไหลผ่านจากที่ต่างๆมา ไม่เหมาะที่จะนำหนังหน้ากลองไปแช่ จากนั้นก็จะนำหนังกลองมาเจาะรูสำหรับร้อยหูหิ่ง ซึ่งจะต้องเจาะ ๒ รูให้ตรงกันไปเป็นคู่ การเจาะรูจะต้องเจาะให้ได้จำนวนที่เป็นเลขมงคล โดยมีการนับและขยับไปมาจนได้เลขมงคล โดยการนับดังนี้  ตีลงโต้ง ตีลงนา ตีหาเปื้อน ตีหาข่วงมิตรสหาย  ตีบ่าวายกุ๊มเฒ่า  ตีกิ๋นเหล้า




                   คานหามบนและล่างของกลองสะบัดชัย นิยมใช้ไม้กะท้อน เพราะเป็นไม้เนื้อแข็งและหาได้ง่าย การยึดไม้คานบนกับคานล่างไว้กับตัวกลอง จะใช้น็อตยึดให้แข็งแรง จากนั้นใช้ไม้ที่แกะสลักเป็นพญานาค ประกบยึดด้านข้าง ไม่ให้ตัวกลองขยับไปมาได้ การแกะสลักเป็นรูปพญานาคใช้ช่างพื้นบ้าน เหตุที่วาดเป็นรูปพญานาคเพราะเห็นตัวอย่างมาจากบันได้นาคที่วัด
                   






                   การทำไม้สำหรับตีกลอง นิยมใช้ไม้มะขามมาเหลาหรือกลึงให้เกลี้ยง มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ  ๑.๕ เซนติเมตร มีความยาวประมาณหนึ่งศอก-ก้อย คือวัดความยาวตั้งแต่ศอกถึงนิ้วก้อยหรือประมาณ    ฟุต มีติ่งหัวท้าย เจาะรูทะลุหากันหัว ๒ รู  ท้ายสองรู สำหรับใส่ฟางซึ่งจะทำเป็นฟู่ตกแต่งให้สวยงาม  ส่วนตัวตีกับตัวท้าย เริ่มต้นจากการนำหนังวัวมาแช่น้ำ ๑ คืน นำมาตัดให้เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ากว้าง ๑ นิ้วครึ่ง ยาว ๘ นิ้ว นำมาขดเป็นวงกลมที่มีเส้นรอบวง ๔  นิ้ว สำหรับทำเป็นตัวตี  ส่วนตัวท้ายก็มีขนาดเล็กลง โดยมีเส้นรอบวงประมาณ ๓  นิ้ว  การทำตัวตีและตัวท้าย เริ่มจากนำยางยืดสีขาวยาวประมาณ ๒  ฟุต มาพันรอบวงกลมจากนั้นนำผ้ายีนส์ ซึ่งตัดเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าซึ่งกว้างประมาณ ๑นิ้วครึ่ง- ๒ นิ้ว ยาวประมาณ ๑ เมตร จำนวน ๑ เส้น มาพันสอดแนวขวางจนหมดผ้า จากนั้นใช้ผ้าสีแดงจำนวน ๒ เส้นขนาดเดียวกันมาพันต่อจนหมด ทำลักษณะเดียวกันทั้งตัวตีและตัวท้าย แล้วก็นำมาประกอบกับไม้ตี


          การทำกลองสะบัดชัย เป็นศิลปหัตถกรรมที่อยู่คู่กับชาวล้านนาไทยมาอย่างยาวนาน ความสำคัญของการทำกลองสะบัดชัยคือ การแสดงให้เห็นว่าชุมชนล้านนาของเรา เป็นชุมชนที่เจริญแล้ว มีพัฒนาการมาอย่างยาวนาน คนล้านนาเป็นคนที่ใฝ่ใจในพระพุทธศาสนา ที่สอนให้คนประพฤติดี การทำกลองเพื่อบูชาพระพุทธศาสนาและใช้ในกิจการของวัด เป็นการทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ เป็นอาชีพสุจริตที่เลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้  วัฒนธรรมการทำกลองสะบัดชัยจึงเป็นอัตลักษณ์ที่โดดเด่นของชาวล้านนา ที่ควรรักษาไว้
          ภูมิปัญญาท้องถิ่นเรื่องการทำกลองสะบัดชัย มีความสำคัญต่อวัฒนธรรมล้านนา          
1.ในทั้งแง่ของอัตลักษณ์ท้องถิ่น
                   2. มีทั้งในแง่ของเศรษฐกิจ
                   3. มีทั้งในแง่ของความเป็นปึกแผ่นของสังคม
                   

วันศุกร์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2558

ลูกกลองปู่เจ่ พ่อครูมานพ ยาระณะ

ลูกกลองปู่เจ่ พ่อครูมานพ ยาระณะ (ผศ.สมภพ  เพ็ญจันทร์ บันทึก 23 กันยายน 2557)
1.        ปะเทิ่ง ๆๆๆ
4
2.        ป๊ะ ปะเทิ่ง,  ปุ ปะเทิ่ง
4
3.        เปิ่ง อะ ปะ เทิ่ง  (เชื่อม)
4
4.        ปะเทิ่ง ๆๆๆๆๆๆๆ
8
5.        ปะเทิ่ง เปิ่งปุ
4
6.        ปุ ๆๆๆๆๆๆๆ
8
7.        ติ้ว ดิ๋ว  ๆๆๆๆๆๆๆ
8
8.        เปิ่ง อะ ปะ เทิ่ง  (เชื่อม)
4
9.        กะโต้ง ๆๆๆๆๆๆๆ กะโต้งกะโต้ง(โฮง)                  (ฉาบ-เขียดโขด)
8
10.     (โฮง) ๆๆๆๆๆๆๆ
8
11.     กะโต้ง ๆๆๆๆๆ กะโต้งกะโต้ง (โฮง)
6
12.     (โฮง) ๆๆๆๆๆ
6
13.     กะโต้ง ๆๆๆ กะโต้งกะโต้ง โฮง
4
14.     (โฮง) ๆๆๆ
4
15.     กะโต้ง ๆๆ กะโต้งกะโต้ง (โฮง)
3
16.     (โฮง) ๆๆ
3
17.     กะโต้ง ๆ กะโต้งกะโต้ง (โฮง)
2
18.     (โฮง)
2
19.     กะโต้งกะโต้ง (โฮง)
4
20.     (โฮง) ๆๆๆ
4
21.     เปิ่ง อะ ปะ เทิ่ง  (เชื่อม)
4
22.     ปู่ติ๊ดกิ๋นปู๋                                              (ฉาบ-อะแหล่มแต่มแตะ)
4
23.     กิ๋นปู๋ ๆๆๆๆๆๆๆ
8
24.     เปิ่ง อะ ปะ เทิ่ง  (เชื่อม)
4
25.     พุทธะโสโก                                                  (ฉาบ-เขียดโขด)
4
26.     โสโก
8
27.     นะ โม พุท ธา ยะ (จังหวะยก)
4
28.     เปิ่ง อะ ปะ เทิ่ง  (เชื่อม)
4
29.     เซาะแต๊ะตึงบ่ปะ                                    (ฉาบ-อะแหล่มแต่มแตะ)
4
30.     บ่ปะ ๆๆๆๆๆๆๆ
8
31.     เปิ่ง อะ ปะ เทิ่ง  (เชื่อม)
4
32.     กะโต้ง ๆๆๆๆๆ กะโต้ง กะโต้ง (โฮง)
4
33.     (โฮง) ๆๆๆ
4
34.     กะโต้ง ๆๆๆๆๆ กะโต้ง กะโต้ง (โฮง)
3
35.     (โฮง) ๆๆๆๆๆๆๆ
3
36.     กะโต้ง ๆ กะโต้ง กะโต้ง (โฮง)
2
37.     (โฮง)
2
38.     กะโต้ง กะโต้ง โฮง
4
39.     (โฮง) ๆๆๆ
4
40.     เปิ่ง อะ ปะ เทิ่ง  (เชื่อม)
4
41.     เปิ่งๆๆๆ ปุ
จบ
เอกสารอ้างอิง
พ่อครูมานพ ยาระณะ , สัมภาษณ์ และควบคุมการบันทึกภาพวิดีโอ ณ วิทยาลัยนาฏศิลปเชียงใหม่, 23 กันยายน 2557.