วันศุกร์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2555

การละครตะวันตก


เอกสารประกอบการสอน
โดย อาจารย์สมภพ เพ็ญจันทร์
วิทยาลัยนาฏศิลปเชียงใหม่ สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์

การละครตะวันตก
ประวัติการละครตะวันตก
1.      ละครยุคดั้งเดิม (The  Theatre of the past)  
1.1  การละครยุคกรีก (250 ปีก่อน พ.ศ. – พ.ศ. 250)
ละครกรีกสันนิษฐานว่า ถือกำเนิดขึ้นประมาณ  800 – 700 ปีก่อนคริสตกาล โดยเริ่มจากการประกวดการร้องรำทำเพลงเป็นหมู่ (Choral dance) ซึ่งเรียกว่า ดิธีแรมบ์ (dithyramb) ในเทศกาลที่จัดขึ้นเพื่อบวงสรวงเทพเจ้าไดโอนีซุส (Dionysus) เทพเจ้าแห่งเหล้าองุ่นและความอุดมสมบูรณ์
จากการร้องรำทำเพลงเป็นหมู่โดยกลุ่มคนที่เรียกว่า คอรัส (Chorus)  ในการแสดง        ดิธีแรมบ์  ก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงไปสู่การแสดงในรูปแบบของละคร กล่าวคือมีนักแสดงเดี่ยวๆ แยกออกมาต่างหาก และทำการสนทนาโต้ตอบกับกลุ่มคอรัส  ฉะนั้น แทนที่จะเป็นเพียงการร้องเพลงเล่าเรื่องจากพวกคอรัสตรงๆ ก็เปลี่ยนเป็นการสนทนาระหว่างตัวละครกับกลุ่มคอรัส

ในปี 534 ก่อนคริสตกาล เริ่มมีการประกวดการแต่งบทและการจัดแสดงละครแทรเจดี  นักการละครชื่อ เธสพิส (Thespis) เป็นผู้ชนะการประกวดครั้งแรกนี้   ละครของเธสพิสใช้นักแสดงเพียงคนเดียว  เล่นทุกบทที่มีอยู่ในละครเรื่องนั้น โดยใช้การเปลี่ยนหน้ากาก เป็นการเปลี่ยนบทที่แสดง และมีคอรัสเป็นตัวเชื่อมโยงเรื่องราวเข้าด้วยกัน
500 ปีก่อนคริสตกาล ถือว่าเป็นยุคทองของการละครกรีก มีการประกวดเขียนบทละครและจัดการแสดงละครในด้านต่างๆ ทำให้การละครรุ่งเรืองมาก บทละครส่วนใหญ่ของกรีกที่เหลือมาถึงปัจจุบัน ก็เป็นบทละครที่เขียนขึ้นในศตวรรษที่ 5 ก่อนคริสตกาลนี่เอง
ประเภทของละครกรีก
       ละครกรีก ที่หลงเหลือมาถึงยุคปัจจุบันมี  2 ประเภท คือ
(1)   ละครแทรเจดี (Tragedy)
                              ละครแทรเจดีของกรีกแสดงให้เห็นชีวิตตัวละครตัวเอก ที่มีความน่ายกย่องสรรเสริญ แต่ต้องดิ้นรนต่อสู้กับอำนาจของชะตากรรมซึ่งเทพเจ้าเป็นผู้ลิขิต แม้ว่าในที่สุดจะต้องพ่ายแพ้และประสบหายนะ แต่เป็นความพ่ายแพ้ที่ดิ้นรนต่อสู้ถึงที่สุดแล้ว เรื่องราวของละครกรีกยุคแรกๆ เป็นการสรรเสริญและเล่าเรื่องราวเทพเจ้า  โดยมักนำโครงเรื่องมาจากมหากาพย์อีเลียด (Iliad) และ โอดิสซี (Odyssey)


(1)   ละครคอมเมดี (Comedy)
                    ละครคอมเมดีเป็นละครที่ให้ความรู้สึกตลกขบขัน  เพราะความบกพร่องของมนุษย์  เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น  ซึ่งเกี่ยวกับการเมือง สงครามและสันติภาพ ทัศนะเกี่ยวกับศิลปะในแง่ต่างๆ การโจมตีหรือเสียดสีตัวบุคคล ฯลฯ คอมเมดีเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นใหม่ มากกว่านำมาจากตำนานเช่นแทรเจดี

1.2  การละครยุคโรมัน (พ.ศ. 250 – พ.ศ. 1000)
ละครในยุคโรมัน (ประมาณยุคทวาราวดี) ได้รับอิทธิพลจากละครของกรีกอย่างมาก และได้มีละครชนิดใหม่ๆ เกิดขึ้นอีกหลายชนิด เช่น
(1)   ละครคอมเมดี    ได้รับอิทธิพลจากคอมเมดีกรีก
(2)   ละครแทรเจดี ได้รับอิทธิพลจากตำนานกรีก  ได้มีนักเขียนบทละครชาวโรมัน ชื่อ เซเนกา ได้เขียนบทละครที่มีอิทธิพลต่อนักเขียนบทละครยุคต่อมา คือ ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา (ยุคเรอเนอซองส์) ลักษณะของละครเซเนกา มีดังนี้
·         โครงสร้างของละครแบ่งเป็น 5 องค์
·         เรื่องราวเกี่ยวพันกับเหตุการณ์รุนแรง หรือการกระทำที่สยดสยอง เช่น การฆ่าตัวตายโดยใช้มีดแหวะหน้าท้อง  การนำเนื้อมนุษย์มาเลี้ยงเป็นอาหารแก่แขกรับเชิญเพื่อเป็นการแก้แค้น  เป็นต้น
·         ความพยาบาทอาฆาตแค้น มักปรากฏเป็นเหตุจูงใจที่สำคัญในการกระทำของตัวละคร
·         มีเรื่องราวของภูตผีปีศาจและการใช้เวทมนตร์คาถา ซึ่งแสดงให้เห็นอำนาจเหนือธรรมชาติที่มีต่อมนุษย์
(3)   ละครแพบูลาอาเทลลานา  เป็นละครตลกสั้นๆ ใช้ตัวละครที่ไม่ลึกซึ้งและมีลักษณะซ้ำกันทุกเรื่อง ใช้เรื่องราวชีวิตในชนบทของชาวบ้านสามัญ  ละครชนิดนี้ได้รับความนิยมสูงสุด
มายม์ (Mime) เป็นละครสั้นๆ ตลกโปกฮา  มีการใช้ผู้หญิงแสดงบทของผู้หญิง (เป็นละครประเภทแรกที่ใช้ผู้หญิงแสดง)  ไม่มีการสวมหน้ากาก แสดงเรื่องราวชีวิตของคนในเมือง ระยะหลังมายม์แสดงเรื่องราวที่ผิดทำนองคลองธรรม เช่น การคบชู้สู่ชาย ความชั่วช้าสามานย์ ภาษาที่หลาบโลน ทำให้เกิดการต่อต้านจากคริสต์ศาสนิกชน



(4)   แพนโทมายม์ (Pantomime) เป็นการร่ายรำที่มีความหมายโดยใช้นักแสดงคนเดียว  ซึ่งเปลี่ยนบทบาทโดยการ “เปลี่ยนหน้ากาก” มีพวกคอรัสเป็นผู้บรรยายเรื่องราว  มักเป็นเรื่องราวที่เคร่งเครียดและได้จากตำนานปรัมปรา มีเครื่องดนตรีประกอบหลายชิ้น เช่น ขลุ่ยและเครื่องตี

         การละครโรมันถึงยุคเสื่อม เพราะความไร้ศีลธรรมและความฟอนเฟะของการแสดง  ซึ่งเน้นหนักด้านความโหดร้าย การทารุณกรรม การนองเลือด  การอนาจาร ฯลฯ  จนกระทั่งประมาณ พ.ศ. 1076  จักรพรรดิจัสติเนียน แห่งอาณาจักรดรมันตะวันออก ได้ออกประกาศห้ามการแสดงในโรงละคร
 1.3  การละครยุคกลาง (พ.ศ. 1400 – พ.ศ. 1900)
   การละครในโรมันถึงยุคเสื่อม เป็นเวลากว่า 300 ปี จนกระทั่งประมาณ พ.ศ.1400 คริสตจักรทำให้ละครกลับมาฟื้นตัวอีกครั้งหนึ่ง ด้วยการเริ่มจัดการแสดงเป็นฉากสั้นๆ ประกอบเรื่องราวจากพระคัมภีร์ไบเบิล การแสดงจะจัดขึ้นในโบสถ์ เรื่องราวที่แสดงเกี่ยวกับพระเยซู และเรื่องราวในคัมภีร์ไบเบิล เช่น วันคริสต์มาส เป็นต้น
ในราว พ.ศ.1700  (ตรงกับยุคสุโขทัย) เริ่มมีการแสดงนอกโบสถ์  แสดงโดยภาษาท้องถิ่น มีฆราวาสและสมาคมอาชีพต่างๆ เป็นผู้จัดการแสดง โดยได้รับการสนับสนุนจากคริสตจักร  การแสดงจะแสดงทั้งบนเวทีที่อยู่กับที่และเวทีที่เคลื่อนที่ได้  เวทีที่อยู่กับที่ มีหลายลักษณะ  ทั้งเวทีสี่เหลี่ยมจัตุรัสดูได้สามด้าน  เวทีครึ่งวงกลม และเวทีวงกลมที่ดูได้รอบทิศ   ส่วนเวทีเคลื่อนที่ มักจะเป็นฉากที่มีล้อเคลื่อนไปได้ เน้นกลไกการจัดฉาก
ประเภทของละครในยุคกลาง
1.        ละครศาสนา   เป็นละครที่แสดงในวัด เพื่อประกอบพิธีทางศาสนา เมื่อละครมาแสดงนอกวัด ก็ยังคงใช้เรื่องราวในพระคัมภีร์ไบเบิล เรียกว่ามิสตรี เพลย์ (Mystery  Play)
นอกจากนั้น ยังมีละครมิระเคิล เพลย์  (Miracle Play) ที่แสดงเรื่องราวชีวิตของนักบุญและผู้พลีชีพเพื่อศาสนา และละครมอแรลลิตี เพลย์ (Morality Play)  ที่แสดงเรื่องราวของคนธรรมดาสามัญที่ต้องต่อสู้กับทางเลือกระหว่างความดีและความชั่ว
2.        ละครฆราวาส
(1)   ละครพื้นเมือง  แสดงเรื่องราวการผจญภัยของวีรบุรุษที่มีชื่อเสียง       เช่น โรบินฮูด เป็นต้น  ความสนุกสนานอยู่ที่การต่อสู้  การแสดงฟันดาบ ระบำสวยๆ การเข่นฆ่ากัน ฯลฯ ละครพื้นเมืองใช้นักแสดงสมัครเล่น แสดงในเทศกาลใหญ่ๆ
(2)   ละครฟาร์ส (Farce)  เป็นละครตลกที่ไม่เกี่ยวกับศาสนาและไม่ได้มุ่งผลทางการสั่งสอนศีลธรรม  แสดงให้เห็นสันดานดิบของมนุษย์ ที่มีความเห็นแก่ได้ โดยแสดงออกในลักษณะที่ขบขัน เป็นการเล่ห์เหลี่ยมไหวพริบให้เข้ากับประโยชน์ของตน
(3)   ละครอินเทอร์ลูด (Interlude) ละครที่แสดงคั่นระหว่างงานเลี้ยงฉลอง มีทั้งเรื่องน่าเศร้า และเรื่องตลก แต่ไม่เกี่ยวกับศาสนาและการสอนศีลธรรม  
1.4  ละครยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาในประเทศอิตาลี (พ.ศ. 1900 - 2100)
        ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาในอิตาลีหรือ ยุคเรอเนซองส์ (Renaissance) ตรงกับสมัยอยุธยาของไทยเรา เป็นยุคที่มีผลกระทบโดยตรงต่อลักษณะการสร้างโรงละคร การวางรูปเวที การจัดวางฉาก การประพันธ์บท และการจัดการแสดงละคร
         บทละครยุคนี้ มีทั้งละคร คอมเมดี (Comedy) ละครแทรเจดี (Tragedy) ซึ่งได้รับอิทธิพลจากละครโรมัน  รูปแบบละครในยุคเรอเนเซองส์นี้  ส่วนใหญ่จัดการแสดงเพียงฉากเดียว แต่เป็นฉากที่ใหญ่โตมโหฬาร วิจิตรพิสดาร การแต่งกายหรูหรา มีขบวนแห่ที่ยิ่งใหญ่ และมีเหตุการณ์มหัศจรรย์เกิดขึ้น  ด้วยเหตุนี้จึงเกิดรูปแบบการแสดงที่สนองความต้องการด้านนี้ 2 ประการ คือ การแสดงสลับฉากที่เรียกว่า อินเตอร์เมทซี (Intermezzi) และ โอเปรา (Opera)
1.        อินเตอร์เมทซี (Intermezzi) เป็นการแสดงสลับฉาก มักเป็นเรื่องราวจากตำนานกรีกและโรมัน ซึ่งมีปรากฏการณ์ที่ต้องใช้เทคนิคพิเศษเข้าช่วย เช่น เฮอร์คิวลิสเดินทางไปในนรก หรือ เปอร์ซิอุสขี่ม้าเหาะไปต่อสู้กับปีศาจทะเล เป็นต้น มีการใช้ดนตรีและระบำเป็นส่วนประกอบสำคัญ การแสดงสลับฉากนี้อาจอยู่เป็นเอกเทศ ไม่เกี่ยวกับละครที่แสดงอยู่ก็ได้
2.        โอเปรา (Opera) คือ การรวมเอาดนตรี การขับร้อง และระบำ เข้ามาไว้ในเรื่องราวที่ผูกขึ้นเป็นละคร โอเปรานั้นนิยมใช้การจัดฉากหรูหรา เหตุการณ์มหัศจรรย์ ที่ต้องใช้เทคนิคพิเศษอยู่ด้วย รูปแบบใหม่นี้ เป็นที่นิยมทั่วอิตาลี และแพร่สะพัดไปทั่วยุโรปอย่างรวดเร็ว ( ละครโอเปร่านี้เองที่ส่งอิทธิพลมาถึงละครดึกดำบรรพ์ของไทย ในสมัยรัชกาลที่ 5 – ผู้เขียน)
1.5  ละครอังกฤษ (พ.ศ. 2000 - 2200)
         ละครในประเทศอังกฤษ ได้รับอิทธิพลจากละครยุคกลางมากกว่ายุคเรอเนซองส์ของอิตาลี นักเขียนบทละครคนสำคัญของอังกฤษ คือ วิลเลียม  เชคสเปียร์ (William Shakespeare) ซึ่งมีชีวิตอยู่ระหว่าง พ.ศ.2107 – 2159  (ตรงกับสมัยเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 1 พ.ศ.2112 สมัยพระนเรศวรกู้กรุงศรีอยุธยา และสมัยพระเจ้าปราสาททอง)  เชคสเปียร์ เขียนบทละครทั้งหมดประมาณ 38 เรื่อง โดยแบ่งเป็น 3 ประเภท คือ
(1)      ละครประวัติศาสตร์ประเทศอังกฤษ  เช่น ริชาร์ดที่ 2 เฮนรี่ที่ 4 เฮนรี่ที่ 5 ฯลฯ
(2)      ละครคอมเมดี เช่น ตลกเข้าใจผิด, ตามใจท่าน, คืนที่สิบสอง ฯลฯ
(3)      ละครแทรจิดี  อัจฉริยะของเชคสเปียร์ ปรากฎเด่นชัดที่สุดในละครประเภทนี้ เช่น เรื่องโรเมโอและจูเลียต   แฮมเล็ต   แมคเบธ ฯลฯ
1.6 ละครฝรั่งเศส (พ.ศ. 2100 - 2200)
                      การละครในฝรั่งเศสรักษาลักษณะตามแบบละครยุคกลาง จนมาถึงประมาณ พ.ศ.2100 จึงเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ คือ เกิดละครนีโอคลาสสิค (Neoclassicism) ขึ้น ซึ่งมีลักษณะแตกต่างไปจากละครยุคกรีกและโรมัน 5 ประการ คือ
(1)      ต้องมีความสมจริง
(2)      แบ่งแยกเด็ดขาดระหว่างแทรเจดีกับคอมเมดี คือ แทรเจดี เป็นเรื่องราวของชนชั้นสูง จบด้วยความเศร้า ส่วนคอมเมดี เป็นเรื่องราวของชนชั้นกลางและชั้นต่ำ เรื่องราวจบด้วยความสุข
(3)      ให้แง่คิดแก่ผู้ชม
(4)      ต้องมีความเหมาะสมในการวางบุคลิกตัวละคร
(5)      ยึดหลักเอกภาพ 3 ประการ คือ เรื่องราว,  เวลา และ สถานที่   เรื่องราวต้องเป็นเรื่องเดียวไม่มีเรื่องปลีกย่อย  เวลาต้องอยู่ใน 24 ชั่วโมง และสถานที่ต้องอยู่ในเมืองๆ หนึ่งเท่านั้น

1.7 ละครยุโรปช่วงปี พ.ศ. 2200 - 2300)
                      การละครเริ่มแพร่หลายไปทั่วยุโรป ระหว่างปี พ.ศ.2200 – 2300  (ตรงกับปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา) ทั้งในอังกฤษ อิตาลี ฝรั่งเศส สเปน เยอรมัน รัสเซีย นอรเว เดนมาร์ก สวีเดน ฯลฯ  ประเภทของละครที่เกิดใหม่ในยุคนี้ที่น่าสนใจ คือ  ละครโรแมนติค  (Romanticism) และละครเมโลดรามา (Melodrama)
(1)     ละครโรแมนติค  (Romanticism) คือ ละครที่ตรงข้ามกับละครนีโอคลาสสิคของฝรั่งเศสทุกอย่าง  ละครโรแมนติคเชื่อในเสรีภาพของมนุษย์ในการทำตามความรู้สึกและหัวใจ  มากกว่าเอาเหตุผลมาบีบบังคับ เรื่องราวนำมาจากนิยายปรัมปราของยุคกลาง เรื่องวีรบุรุษพื้นเมือง แก่นของเรื่องแสดงถึงการดิ้นรนเพื่อจะบรรลุเสรีภาพในอุดมคติและการปฏิบัติตน  เป็นคล้ายๆ ละครชวนฝัน  เป็นเรื่องโรแมนติค ซึ่งไม่อาจพบได้ในชีวิตจริง
(2)      ละครเมโลดรามา (Melodrama) เป็นการผสมกันระหว่างดนตรีและละคร  ดนตรีจะช่วยกระตุ้นอารมณ์ของผู้ชม  ลักษณะสำคัญของละครเมโลดรามาคือ การเร้าอารมณ์ผู้ชม โดยกระตุ้นให้เกิดความสงสาร หรือ โกรธ ไปชั่วขณะ มีฉากเบาสมองเพื่อผ่อนคลายความเครียดแทรกอยู่บ้าง  โครงเรื่องเข้าใจง่าย ตอนจบมักผันแปรเหตุการณ์อย่างไม่น่าเป็นไปได้  ตัวละครมีลักษณะตายตัว เด่นชัดตลอดทั้งเรื่อง ไมว่าจะเป็นพระเอก นางเอก ตัวตลก ผู้ร้าย ตัวอิจฉา ละครเมโลดรามานี้ได้รับความนิยมอย่างสูง นักวิจารณ์บางท่านให้คำนิยามละครชนิดนี้ว่า ละครน้ำเน่า

1.      ละครสมัยใหม่  (The  Modern Theatre)
1.1.   ยุคเริ่มต้นของละครสมัยใหม่ (พ.ศ. 2418 -  2490)
                ในภาวการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจ ซึ่งกำลังอยู่ในภาวะยุ่งเหยิงจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมของประเทศทางยุโรปในขณะนั้น  (ประมาณสมัยรัชกาลที่ 4-5 ของไทย) มีผลต่อเนื่องมาถึงความแออัดของผู้คนในเมือง  จากการที่กรรมกรในชนบทอพยพเข้ามาอยู่กันหนาแน่นตามเมืองใหญ่  ความอดอยากและอัตราของอาชญากรรมพุ่งสูงขึ้น    แนวความคิดเพ้อฝันแบบละคร โรแมนติค  และ ความไม่สมจริงแบบละครเมโลดรามา ดูจะไม่สอดคล้องกับเหตุการณ์ที่เป็นอยู่เลย ศิลปะการละครเริ่มเปลี่ยนแปลงมาสู่การแสวงหาความเป็นจริงมากขึ้น  จึงเกิดละครในรูปแบบใหม่ ที่ละทิ้งธรรมเนียมเดิมขึ้น เช่น
(1)   ละครแนวสัจจนิยม (Realism) และแนวธรรมชาตินิยม (Naturalism)
            ละครสมัยใหม่ ที่เรียกกันว่าแนวสัจจนิยมหรือแนวสมจริง (Realism) และแนวธรรมชาตินิยม (Naturalism) ให้ความสำคัญมากแก่คนธรรมดาสามัญยิ่งกว่ายุคที่ผ่านมา ก่อนหน้านั้นตัวละครที่เป็นสามัญชนจะเข้ามามีบทบาทก็เพียงตัวประกอบ ตัวคนใช้ ปราศจากความสำคัญ ส่วนตัวเอกจะเป็นคนฐานะร่ำรวย สมบูรณ์พร้อมด้วยฐานันดรศักดิ์ทุกประการ แต่ละครสมัยใหม่เปลี่ยนแปลงรูปโฉมดังกล่าวเสียสิ้น
          ละครสมัยใหม่ไม่จำกัดวิถีชีวิตของสามัญเอาไว้ ทว่า จะนำมาสู่สาระของเรื่องราวให้มากขึ้น ตัวละครเอกอาจจะเป็นชาวนา เสมียน โจร ขอทาน โสเภณี ฯลฯ เทคนิคการแต่งตัวก็เปลี่ยนตามไปด้วย การเสนอละครเรื่องหนึ่งไม่ใช่การสมมติขึ้นเท่านั้น แต่ตัวละครทุกตัวมีชีวิตความเป็นอยู่เช่นนั้นจริงๆ  ตัวละครไม่รับรู้ว่ากำลังมีผู้ชมจ้องดูอยู่ เทคนิคนี้เรียกว่า “แบบฝาที่สี่” (Fourth Wall) หมายถึง ตัวละครอยู่ในบ้านซึ่งมีผนังสี่ด้าน ผู้ชมกำลังมองจากด้านใดด้านหนึ่งที่เป็นด้านที่สี่ คือ ด้านหน้าเวที
           รูปแบบการเขียนบทละครเวทีตามทฤษฎีเหมือนจริงและธรรมชาติ จึงถือประเด็นสำคัญว่าจะบิดผันให้แตกต่างจากความสมจริงไม่ได้เด็ดขาด  ต้องเสนอภาพอย่างตรงไปตรงมา อย่างเป็นกลาง และเที่ยงธรรมที่สุด โดยไม่บิดเบือนไปจากสิ่งที่เห็น มักจะเน้นถึงชีวิตของกรรมกรที่ประสบความทุกข์ยาก สะท้อนความจริงของสังคมในยุคนั้น  การใช้ฉาก และแสง มีความสำคัญมากกว่าในอดีต ฉากเป็นแบบ 3 มิติมากกว่าใช้ภาพวาด แสงใช้แสงจากไฟฟ้าแทนแสงเทียนและตะเกียงน้ำมัน
                นักเขียนบทละครแนวสัจจนิยมคนสำคัญ คือ เฮ็นริค  อิบเส็น (Henrik  Ibsen พ.ศ.2369 – 2449 ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 3-5) ชาวนอรเว  ละครของเขาแสดงให้เห็นความขัดแย้งระหว่างหน้าที่ ที่คนเรามีต่อตนเองและต่อผู้อื่น โดยพยายามหาเหตุผลให้แก่การกระทำของตัวละครอย่างถี่ถ้วนรอบคอบ  การดำเนินเรื่องจะพัฒนาไปอย่างสมเหตุสมผล คำพูด ฉาก และเครื่องแต่งกาย พิถีพิถันเลือกมา เพื่อให้สอดคล้องกับลักษณะของตัวละคร
(2)   ละครแนวต่อต้านสัจจนิยม (Anti – realism)
ก.      ละครสัญญลักษณนิยม (Symbolism) เป็นละครที่ใช้วัตถุหรือการกระทำที่เป็นสัญลักษณ์ ซึ่งจะกระตุ้นและโยงความรู้สึกนึกคิดของคนดูเข้ากับญาณพิเศษที่นักเขียนรู้สึกเกี่ยวกับความเป็นจริง ละครชนิดนี้ พยายามมองให้ลึกลงไปถึง     สัจธรรมที่ไม่อาจจับต้องได้ เช่น ความหมายของชีวิตและความตาย จึงมักดูลึกลับ ลางเลือน และสร้างปมปริศนาไว้ให้ขบคิด
ข.      ละครเอ็กซ์เปรสชั่นนิสม์ (Expressionism ศิลปะช่วงประมาณปี พ.ศ.2400 ที่มุ่งแสดงความรู้สึกมากกว่าแสดงให้เหมือนจริง) เป็นละครที่เสนอความเป็นจริงตามความคิดของตัวละคร ซึ่งอาจไม่ตรงกับความเป็นจริงที่ปรากฏแก่สายตาคนทั่วไป  โดยใช้ฉากที่มีสภาพไม่เหมือนจริง  ใช้คำพูดที่ไม่เป็นเหตุเป็นผลนัก หรือใช้ข้อความสั้นๆ ห้วนๆ  ฉากแบบเอ็กซ์เปรสชั่นนิสม์ มีลักษณะพิเศษที่สะท้อนความรู้สึกภายในของตัวละคร  เน้นรูปลักษณะภายนอก  สีสัน และขนาดที่ผิดปกติไป

ค.      ละครเพื่อสังคม (Theatre for Social Action) หรือละครเอพิค (Epic Theatre) เป็นละครที่กระตุ้นความสำนึกทางสังคม นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงแก้ไขสังคมให้ดีขึ้น โดยไม่คำนึงถึงความเป็นกลางแบบธรรมชาติ หรือการบันทึกความเป็นจริงแบบตรงไปตรงมา แต่นักเขียนบทละครอาจโน้มเอียงมีอคติจนเห็นได้ชัด จุดสำคัญ คือ ต้องการให้ผู้ชม ชมอย่างไตร่ตรองมากกว่าจะให้เห็นคล้อยตามเรื่องไป  ผู้ชมจะถูกทำให้ตระหนักอยู่ทุกขณะที่กำลังชมละครว่า นั่นคือการแสดงทั้งสิ้น  เป็นเสนอออกมาให้ได้รู้ได้เห็นเท่านั้น หาใช่ความเป็นจริงไม่  ผู้ชมจะต้องคิดพิจารณาตาม ด้วยวิจารณญาณที่รอบคอบ
          ละครแนวนี้ มีบทบาทสำคัญมากต่อสังคมโลกและการละครเวทีสมัยใหม่ นักเขียนบทละครคนสำคัญ คือ แบร์โทลท์ เบรชท์ (Berthold Brecht  พ.ศ.2441 – 2499)  ชาวเยอรมัน  ซึ่งเขาเชื่อในความเปลี่ยนแปลง ว่าทุกสิ่งไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ จะต้องเปลี่ยนไปเสมอ และถ้าเราตระหนักในความควรไม่ควร มันจะเปลี่ยนแปลงในทางดีขึ้น บทละครที่มีชื่อเสียงของเขา เช่น คนดีแห่งเสฉวน       แม่คูราซกับลูกของเธอ  ชีวิตของกาลิเลโอ เป็นต้น  


1.2.      ละครร่วมสมัย (พ.ศ. 2490 – ปัจจุบัน)
                 ละครร่วมสมัยปัจจุบัน เป็นการแสวงหาแนวทางใหม่ๆ ซึ่งแตกแยกออกไปอย่างมากมาย กล่าวคือ ได้หยิบยืมเอาองค์ประกอบจากแนวละครสมัยใหม่มาใช้ และปรับปรุงแก้ไขให้ใช้ได้ดีกับสภาพการณ์ อีกทั้งปรับปรุงกลไกการจัดเวทีจากอดีตมาใช้ พร้อมทั้งแสวงหาเทคนิคใหม่ๆ ในการเขียนบทละครและการจัดการแสดง
    แนวทางต่างๆ ของละครในปัจจุบัน จะได้พิจารณาเป็น 3 ทาง ซึ่งเป็นตัวแทนของละครต่างๆ ดังนี้ คือ  ละครแนวสัจจนิยมประยุกต์,   ละครเพลง และ ละครแอบเสิร์ด
(1)   ละครแนวสัจจนิยมประยุกต์ (Modified Realism)
                    การแสดงแนวเหมือนชีวิต ยังเป็นที่นิมอยู่อย่างกว้างขวางแม้ในปัจจุบัน เพราะเป็นสิ่งที่คนทั่วไปทำความเข้าใจได้ง่าย อย่างไรก็ตาม ละครแนวเหมือนจริงในยุคปัจจุบันนี้ ไม่ได้พยามยามจะจำลองชีวิตมาทุกกระเบียดนิ้วเช่นในยุคแรกเริ่ม นักการละครไม่จำเป็นต้องซื่อสัตย์ต่อความเป็นจริงจนเกินไปนัก คนดูพร้อมจะยอมรับวิธีการเสนอละครในแบบต่างๆ มากขึ้น โดยเข้าใจได้ว่าละครนั้นแตกต่างออกไปจากชีวิตจริง เพราะฉะนั้นจึงไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องจำลองภาพลวงของความเป็นจริงมาทุกแง่ทุกมุม
                 ฉากละครจึงเลือกเอาแต่บางส่วนที่สำคัญอันเป็นที่เกิดเหตุมาใช้ หรือเป็นเค้าของสถานที่ มากกว่าจะเสนอรายละเอียดของสถานที่อย่างสมบูรณ์ เหมือนในแนวสัจจนิยมและธรรมชาตินิยมดั้งเดิม คนดูจะต้องสร้างมโนภาพต่อเติมเอาเองบ้าง เช่น มีเพียงโครงของหลังคา ทำให้เรารู้ว่าส่วนนั้นเดิมอยู่ภายในบ้าน ประตูอาจมีเพียงกรอบให้เห็น กล่าวคือ รายละเอียดของความจริงลดน้อยลงและทำให้ง่ายเข้า
                  โครงสร้างของละครก็มีอิสระมากขึ้น และไม่มีรูปแบบแน่นอน เป็นแบบทดลองแสวงหาสิ่งที่ดีที่สุดที่จะทำได้แต่ละสภาพการณ์ เรื่องราวและจิตวิทยาของตัวละคร แม้บางครั้งจะดูเกินจริงไปบ้าง ก็เป็นที่ยอมรับกัน ถ้าจะทำให้เรื่องเป็นที่เข้าใจได้ดีขึ้น กล่าวโดยสรุปคือ ละครสัจจนิยมแบบประยุกต์นี้  นำเอาความคิดและวิธีการของแนวต่อต้านสัจจนิยมมากลั่นกรอง และผสมกลมกลืนกันตามแต่จะต้องการใช้ เพื่อพยายามเสนอสัจจะนั่นเอง
                   นักเขียนบทละครคนสำคัญ คือ อาร์เธอร์ มิลเลอร์ (Arthur  Miller เกิดเมื่อ พ.ศ.2458 ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 6)   ชาวอเมริกัน  บทละครที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขา คือ อวสานของเซลล์แมน  (Death of a Salesman)      ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวของชีวิตคนธรรมดาคนหนึ่ง ที่ดำเนินชีวิตด้วยการยึดถือค่านิยมผิดๆ ละครเรื่องนี้ใช้ลักษณะเอ็กซ์เปรสชั่นนิสม์เข้าประกอบหลายตอน เพื่อแสดงให้เห็นความคิดคำนึงของตัวละครเอก อย่างไรก็ตามการดำเนินเรื่องส่วนใหญ่ ก็ยังคงลักษณะสัจจนิยมอยู่

(2)   ละครเพลง (Musical Theatre)
                     หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา ละครเพลงกลายเป็นละครที่มีผู้นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ  และเป็นละครที่แพร่หลายมากที่สุดแบบหนึ่งในโลกบันเทิงธุรกิจ ละครเพลงที่เรารู้จักกันนี้ นำเอาองค์ประกอบของการแสดงละครแบบต่างๆ  มาใช้ 
                    ในระยะแรกนั้น การแสดงส่วนใหญ่เนื้อเรื่องจะไม่มีความสำคัญเท่ากับการจัดฉากสวยงามตระการตา  เพลงในเรื่องเพราะๆ  ฉากเต้นรำหมู่จัดอย่างมโหฬาร  เครื่องแต่งกายสะดุดตา  ต่อมาได้มีวิวัฒนาการมาสนใจในด้านการสร้างลักษณะนิสัยตัวละคร ซึ่งทำให้เรื่องมีความดีเด่นกินใจผู้ชมมากขึ้น
                 ละครเหล่านี้มักจะประสบผลสำเร็จยิ่งใหญ่ในการแสดงที่บรอดเวย์ กรุงนิวยอร์ค  ประเทศสหรัฐอเมริกา  ที่รู้จักกันดีในชื่อว่า “ละครบรอดเวย์”  เรื่องที่รู้จักกันดีทั่วโลก เช่น เวสท์ไซด์สตอรี่ (West  Side  Story)  มายแฟร์เลดี้ (My Fair Lady) คาเมลอท (Camelot)      เป็นต้น  
(3)   ละครแอบเสิร์ด (Theatre of the Absurd)
                     ละครแอบเสิร์ด (Absurd แปลว่า เหลวไหล ไร้สาระ น่าหัวเราะ โง่เขลา)  ได้รับอิทธิพลทางความคิดจากปรัชญาแบบเอ็กซิสเตนเชียนลิสม์ (Existentialism ทฤษฎีแห่งปรัชญาที่ว่าทุกคนนั้น มีอิสระและรับผิดชอบในการกระทำของเขา)  ซึ่งเกิดขึ้นประมาณ พ.ศ.2450 (ปลายรัชกาลที่ 5) ปรัชญานี้ลบล้างความเชื่อดั้งเดิมที่มีมาเกี่ยวกับความหมายของการใช้ชีวิตของคนเรา โดยเชื่อว่าชีวิตไม่มีความหมาย และเชื่อว่าไม่มีแบบแผนหรือคุณธรรมอะไรที่คอยบงการอยู่เหนือการใช้ชีวิตมนุษย์ คนเราล่องลอยอย่างไร้จุดหมาย ในโลกที่ไร้จุดประสงค์และวิถีทาง ฉะนั้น มนุษย์จึงเป็นไทแก่ตัวเอง โดยไม่ต้องผูกมัดกับพระเจ้าหรือกฎเกณฑ์ใดๆ ตามที่เคยเชื่อถือ มนุษย์รับผิดชอบต่อตัวเองเท่านั้น ทุกคนจะต้องแสวงหาค่านิยมของตนเอง และปฏิบัติตามสิ่งที่ตนเชื่อ มนุษย์จึงเป็นผู้กำหนดทางชีวิตของตนเอง มากกว่าจะตกอยู่ใต้อาณัติของสภาวะแวดล้อมหรือผู้อื่นใด แม้กระทั่งพระผู้เป็นเจ้า
                     ในช่วงปี พ.ศ.2493 – 2503 (ตรงกับรัชกาลปัจจุบัน) เกิดมีแนวละครแอบเสิร์ด ซึ่งได้อิทธิพลจากปรัชญาแบบเอ็กซิสเตนเชียลิสม์ (Existentialism) ดังที่กล่าวมาแล้ว คำว่า “แอบเสิร์ด” ในที่นี้ ใช้ในความหมายว่า “สิ่งที่ไม่มีเหตุผล ขาดความหมายที่เข้าใจได้” สรุปแล้วพวกแอบเสิร์ดมีความเห็นว่า โลกเรานี้เป็นกลางอย่างแท้จริง สิ่งต่างๆ ไม่มีความหมายอยู่ในตัวเอง คนเราเป็นผู้เอาความหมายไปใส่ไว้ให้กับมันตามอำเภอใจตัวเอง  ฉะนั้น ถ้าเราจะถือว่าการกระทำใดเลว ก็ไม่ได้แสดงว่าการกระทำนั้นเลวจริงๆ เพียงแต่ว่าเราเลือกที่จะคิดว่ามันเป็นอย่างนั้นต่างหาก
                  กลุ่มละครแอบเสิร์ดเห็นว่า สัจจธรรมสูงสุดมีอยู่ในความวุ่นวายสับสน ความไร้ระเบียบ ความขัดแย้ง และความไร้สาระ ซึ่งประกอบกันเข้าเป็นการดำเนินชีวิตไปวันหนึ่งๆ สัจจธรรมเป็นสิ่งไร้เหตุผล ไร้ระเบียบ และไร้ความแน่นอน
                   ลักษณะการเสนอเรื่องของละครแอบเสิร์ด ก็สะท้อนเนื้อหาที่พยายามแสดงออกมาด้วยคือ มีลักษณะไม่ปะติดปะต่อเชื่อมโยงกัน เป็นเหตุผลต่อกัน แต่ตัวละครพูดหรือทำอะไรไปโดยไม่มีความหมาย เราจะเข้าใจละครแอบเสิร์ดได้ก็ต่อเมื่อเราละทิ้งเหตุผล และใช้ความรู้สึกไปตามสิ่งที่ได้เห็นเท่านั้น
                   โดยรวมๆ แล้ว ละครแอบเสิร์ดอาจจะนับว่ามองโลกในแง่ร้าย แต่ก็เป็นการแสดงภาพความเป็นจริงในทัศนะใหม่ และเป็นการนำทางไปสู่โลกที่ดีขึ้น โดยการเผชิญหน้ากับความเป็นจริง เป็นความพยายามจะไม่หลบเลี่ยงความเป็นจริงที่รู้สึกในโลกสมัยใหม่
                   นักเขียนบทละครคนสำคัญของละครแอบเสิร์ด คือ แซมมวล  เบ็คเก็ท (Samuel  Beckelt) ชาวไอริช  บทละครเรื่อง “คอยโกโดท์” (Waiting for Godot) ของเขา ได้รับการยอมรับนับถือว่าเป็นละครแอบเสิร์ดที่ดีที่สุด แสดงให้เห็นการรอคอยในสิ่งที่เป็นความหวังของมนุษย์ แต่ไม่เคยมาถึงเลยจริงๆ ชายพเนจร 2 คนฆ่าเวลาให้ผ่านไปด้วยสิ่งที่ไม่เป็นแก่นสาร พูดคุยด้วยเรื่องราวที่ไม่สลักสำคัญ ในขณะที่กำลังรอให้สิ่งที่เขาคิดว่าดีกว่าเกิดขึ้น คือ เมื่อโกโดท์มา ทุกสิ่งจะเปลี่ยนไป หากโกโดท์ได้แต่ส่งข่าวว่าจะมา แต่ไม่เคยปรากฏตัวให้ความหวังเหล่านี้เป็นจริงขึ้นมาเลย
แนวโน้มของละครยุคปัจจุบัน
          การละครยุคปัจจุบัน ซับซ้อน และมีรูปแบบต่างๆ มากมาย แนวที่เกิดขึ้นใหม่ๆ มักจะมีแนวโน้มไม่ยอมรับแบบแผนที่มีมา แต่จะเป็นไปทางแสวงหาใหม่ๆ โดยการทดลองใช้องค์ประกอบต่างๆ ไปเรื่อยๆ นับแต่ราวปี พ.ศ.2503 เป็นต้นมา ได้มีการนำข้อปฏิบัติและมาตรฐานของละครทุกรูปแบบมาพิจารณา และเกิดเป็นเทคนิคและเนื้อหาใหม่ ขึ้นมา ซึ่งยังหาจุดลงเอยไม่ได้
          ในขณะที่ในโลกของธุรกิจบันเทิง สื่อการแสดงที่เกิดขึ้นในยุคปัจจุบัน คือ ภาพยนตร์ และโทรทัศน์ ได้กลายเป็นคู่แข่งสำคัญของละครเวที ในด้านการให้ความบันเทิงแก่สาธารณชน ละครเวทีได้เริ่มแสวงหาแนวของตัวเอง โดยหันเข้าสู่การหาเนื้อหาสาระที่มีคุณค่าของชีวิต มีการละครเป็นเครื่องมือเรียกร้องทางการเมืองและสังคม ต่อต้านสงคราม คัดค้านขนบประเพณีและค่านิยมของสังคม บางทีก็เปิดการแสดงตามถนนหนทาง หรือที่สาธารณะเพื่อประท้วง
          ลักษณะการแสดง มีแนวโน้มไปในรูปของการใช้สื่อผสม (Multi Media) ซึ่งหมายถึง การเสนอละครโดยรวมการแสดงสดของนักแสดง การฉายภาพนิ่ง ภาพยนตร์ระบบเสียงรอบทิศ การเล่นแสงสี การเต้นรำ ดนตรี แม้กระทั่งการเข้าถึงคนดูโดยทางประสาทรับรู้อื่นๆ เช่น ฉีดกลิ่นหอมกระจายไปทั้งโรงละคร แจกอาหารให้รับประทาน เป็นต้น
          แต่ขณะเดียวกัน ก็มีแนวโน้มละครอีกรูปแบบหนึ่ง ที่ต่อต้านการใช้เทคนิคต่างๆ และพยามเลิกใช้องค์ประกอบที่นิยมใช้ในละครทั่วๆ ไป ในประเทศโปแลนด์มีแนวละครที่เรียกตัวเองว่า “ละครยากจน” (Poor  Theatre)  เป็นละครที่ไม่ต้องใช้องค์ประกอบของฉาก แสง สี เสียง เครื่องแต่งกาย ฯลฯ เข้าเป็นส่วนสำคัญ  โดยพยายามเข้าถึงแก่นของละครโดยเน้นที่ปัจจัยสำคัญ 2 อย่างเท่านั้น คือ นักแสดง และ ผู้ชม  เมื่อหลีกเลี่ยงการใช้สิ่งประกอบ นักแสดงก็ต้องใช้ความสามารถของตนเองอย่างเต็มที่ ต้องใช้เวลาฝึกฝนนับปี และอุทิศตัวให้ละครในทางจิตและวิญญาณ
          การละครปัจจุบัน พยายามหาแนวทางใหม่ๆ และแสวงหาความหมายให้แก่ชีวิตที่สับสนและอ้างว้าง ซึ่งสะท้อนให้เห็นโลกในยุคปัจจุบันนั่นเอง นักการละครสมัยใหม่มักจะไม่ยึดถืออยู่กับกฎเกณฑ์การแสดงแบบใดแบบหนึ่ง แต่จะทดลองรูปแบบใหม่ๆ เพื่อแสวงหาทางอันจะทำให้ชีวิตทีสับสนและอ้างว้างมีความหมายขึ้น อย่างน้อยที่สุดก็แก่ตัวเอง


เอกสารอ้างอิง

นพมาศ  ศิริกายะ และคณะ (2529). ศิลปะการละครเบื้องต้น ตอน 2. หนังสือเรียนศิลปกรรม 
กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว.
เริง  รณกร และ สวรรญา  อิสราพร (2529). จังหวะก้าวการละครเวที.  สูจิบัตรการแสดง
ละครเวทีเรื่องปล้น(ไม่)เงียบ จัดโดยโรงเรียนเซนต์โยเซฟคอนแวนต์ ณ ทรินิตี้ ฮอลล์
วันที่ 19 – 30 พฤศจิกายน 2529
Oscar  G. Brockett. (1974). The Theatre an Introduction.  Third  Edition,
USA : Holt, Rinehart and Winston Inc. 














ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น